ปล่อยปลาจะตายแบบไม่ต้องซื้อ

หลายคนคงชินกับการที่ต้องซื้อปลาปล่อยเพื่อทำบุญ บางท่านคิดว่า เพื่อสะเดาะเคราะห์ อันนี้ไม่ลงลึกในความเชื่อส่วนบุคคลตรงนี้  แต่อยากจะแชร์ประสบการณ์ใน 2 กรณี

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพียงเพื่อบอกเล่าประสบการณ์เผื่อเป็นแรงจูงใจ เป็นข้อคิด เป็นแนวทางที่ดี หรือจะอะไรก็ตามในทางที่ดี  เพราะบางคนอาจมีประสบการณ์ชีวิตที่คล้ายๆกันและอาจต้องการคำตอบหรือค้นหาบางอย่างเพื่อประกอบแนวความคิดของตัวเอง  ในที่นี้ไม่ใช่การทำดีแล้วมาโอ้อวดว่าได้ทำความดี แต่ถ้าสังคมนี้ไม่มีข้อมูลที่มีตัวอย่างของการคิดดีกล้าทำบ้าง วันวันรับรู้แต่ข่าวไม่ดีในสังคม ต่อไปเด็กที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะเอาตัวอย่างจากที่ไหนเป็นข้อคิดในการที่จะ ทำดีทำไมต้องเดี๋ยว   :roll:  :D

คืนชีวิตสู่พระแม่คงคา

กรณีแรก 

ปลาที่ไม่ต้องซื้อมาปล่อย  และกำลังจะตาย พอๆกับปลาที่กำลังจะถูกคนขายฆ่าแล้วเราไปขอซื้อ  พอดีเห็นช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน เลยนึกถึงวันเก่าๆที่เคยทำกิจกรรมนี้ขึ้นมาได้  และถ้าคิดดี ลงมือทำ  แล้วมีผู้ทำตาม แบบร่วมด้วยช่วยกัน เราก็มีความสุข คนร่วมก็มีความสุข ปลาก็รอดชีวิต บุญก็ได้รับ

สมัยอยู่ชานเมืองจะมีโอกาสได้ทำแบบนี้  และระยะหนึ่งชอบไปพักผ่อนที่พุทธมณฑลบ่อยๆ ช่วงนั้นยังไม่ปรับปรุงเรื่องน้ำท่วมบางจุด ก็จะสังเกตุว่า ปลายหน้าฝนต้นหนาว  หลังจากพื้นดินแอ่งหลุมบางจุด เคยถูกน้ำจากบึงเข้ามาท่วมขังและกำลังจะเหือดแห้งขอดไป มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆจำนวนมาก หลากหลายสายพันธุ์ กำลังจะแห้งตาย และดิ้นรนเอาชีวิตรอด  บางแอ่งก็น้ำแห้งหมดแล้ว ซากปลาเด็กๆ ก็ไม่เคลื่อนไหวแล้ว นอนตายจำนวนมาก จนส่งกลิ่นคล้ายกะปิที่เขาหมัก  บางคนอาจไม่เคยสังเกตุและมองผ่านไปไม่ทันได้คิด  บางทีก็เห็นซากปลาใหญ่ที่พอน้ำแห้งแล้วมันไม่สามารถกระเสือกกระสนตัวเองกลับเข้าบึงได้  จนตายเป็นซากให้เราเห็นก็มีบ่อย

จากที่เคยทำแบบนี้ที่ชานเมืองมาก่อน จึงพบว่า ถ้าเราจะช่วยชีวิตสัตว์ด้วยการปล่อยปลา เราไม่ต้องซื้อก็ได้ในบางโอกาส  วันแรกๆก็ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์กระชอนไป ก็ทำเท่าที่จะหาวัสดุได้ตักมันไปลงบ่อใหญ่ อีกวันเตรียมอุปกรณ์มาพร้อม  ตะลุยตักได้หลายร้อยอยู่  จนเด็กๆเขาเห็น เขาก็เกิดคำถามว่าเราทำอะไรทำไม  พอรู้จุดประสงค์เท่านั้น สักพักเขาช่วยเราช้อนปลาตามๆกัน  บ้างก็มาเป็นครอบครัว ส่งเสริมให้ลูกรู้จักมีเมตตาต่อสัตว์ และทุกคนก็ดูยิ้มแย้มและมีความสุข โดยเฉพาะเด็กๆ เขาก็จะดีใจที่ได้ทำความดี และไม่อายที่จะทำเหมือนผู้ใหญ่บางคนอาย  เด็กเขาจะซึมซับความมีจิตใจอ่่อนโยนไปจนโต  ต่างกับเด็กอีกกลุ่มสมัยเจอที่ชานเมือง  คงไม่ได้รับการปลูกฝังความคิดดีดีจากผู้ใหญ่  จึงมองเราที่ช้อนปลาลักษณะนี้ว่า  เราคงไม่มีอะไรจะกินคงเอาไปกินมั๊ง แล้วหัวเราะ  ก็อึ้งในความคิดนั้นเหมือนกัน

ผู้เขียนเองเคยสงสัยในหลักการทำบุญคล้ายๆลักษณะนี้ และก็ถามไปในกระทู้ธรรมมะเวปหนึ่ง  ว่า  การที่เราพบเห็นสัตว์ที่กำลังจะตาย หรือคาดเกรงว่าอาจได้รับอันตรายถึงชีวิต อยู่ตรงหน้าแล้วเรายื่นมือเข้าไปช่วยเขา  เราทำถูกไหม  ขัดต่อพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า

“กมฺมุนา วตฺตตีโลโก….สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”  หรือไม่อย่างไร

เชื่อไหมจะมีคนอยู่ส่วนหนึ่ง ขอบอกส่วนน้อยมากๆ ให้ความเห็นว่า  สัตว์นั้นกำลังจะได้ชดใช้กรรมของมันและเราไปขัดขวางการเกิดแก่เจ็บตายของมัน ขวางทางกรรมมัน แทนที่มันจะได้ไปเกิดใหม่ เราดันไปขวางมัน ! และใช้คำกับเราว่า  เจ้ากี้เจ้าการด้วย เหมือนมีมิจฉาทิฐิเลย เป็นท่านๆจะคิดอย่างไร  ผู้เขียนได้แต่อึ้งในความคิดแบบนั้น ผู้เขียนไม่ใช่ผู้มีความรู้เรื่องธรรมะมากนักไม่ได้จบอภิธรรม  แต่ก็มีความรู้สึกอยากจะย้อนถามว่า  “เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่คน เป็นแค่สัตว์ต่ำต้อยสำหรับท่านใช่หรือไม่ ท่านจึงคิดเยี่ยงนี้  และถ้าสิ่งมีชีวิตเหมือนกันแต่คือ คน แล้วคนคนนั้นคือตัวท่านกำลังจะตาย  แล้วข้าพเจ้าเมินผ่านไป ท่านจะว่าเราเหมือนดังประโยคข้างบนนั้นไหมเล่า”  แต่ในความเป็นจริงผู้เขียนดูแล้วคงไม่มีประโยชน์จึงไม่โต้ตอบใดๆ

ผู้เขียนเคยได้ฟังธรรมะจากท่านพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  เรื่อง ชีวิตสมดุลย์ ในวีดิโอตอนหนึ่งประมาณนาทีที่ 50 ถึง 60 ท่านจะกล่าวถึงเรื่อง สมดุลย์ระหว่างประโยชน์ตนกับประโยชน์ท่าน  ซึ่งจะมีเรื่องราวตัวอย่างนึงที่คล้ายๆกับกรณีข้างบน ต่างแต่ว่าในวีดิโอเป็นเรื่องราวของคน แต่ในที่นี้เป็นเกี่ยวกับสัตว์ แต่หลักการความคิดอ่านนั้นไม่น่าจะต่างกัน คือประมาณว่าเห็นคนมีความทุกข์อยู่ตรงหน้าแล้วเราปฏิเสธความรับผิดชอบหรือขาดเมตตา เพราะสำคัญผิดว่าจะเป็นการทำให้เจ้ากรรมนายเวรของเขาโกรธแค้นที่เราไปช่วย ถ้าเราคิดแบบนี้เรากำลังสร้างกรรมใหม่ขึ้นมา….ลองฟังแล้วพิจารณาประกอบดูนะคะ

โดยความคิดเห็นส่วนตัว สัตว์ทุกตัวที่มีชีวิตบนโลกนี้ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ ย่อมรักชีวิตตัวเองทั้งนั้น ชีวิตที่ยังมีธาตุลมเป็นส่วนประกอบสำคัญ ย่อมต้องอยากมีสิทธิ์ที่จะอยู่บนโลกนี้ หากจะจบชีวิตตามวาระหรืออายุขัย ทุกชีวิตย่อมปรารถนาให้ห่างไกลจากความทรมาน ความเจ็บปวด หรือถูกทารุณก่อนตาย ใช่หรือไม่  กายหยาบก็เพียงต่างรูปกันแต่จิตวิญญาณไม่ต่างกัน  มีคนหรือสัตว์ที่ไหนเล่าอยากปล่อยให้ตัวเองตายโดยไม่คิดจะเอาชีวิตรอดเสียก่อน   ถ้าเปรียบว่าเป็นคนแล้วคนคนนั้นอยากให้ตัวเองตาย  ไม่รักและหวงแหนชีวิตที่ได้เกิดมาเพื่อสร้างบารมี  เช่น ฆ่าตัวตาย  หรือ จงใจให้ชีวิตถูกทำลายด้วยวิธีใดๆก็ตาม  ก็เหมือนผิดศีลข้อที่ 1  พยายามฆ่าตัวเอง ทำลายตัวเอง เสมือนการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วย  ในขณะเดียวกัน สัตว์ต่างๆที่เราช่วยด้วยปรารถนาดีไม่ได้เจตนาทำร้ายทำลาย  เขาจะมาโกรธแค้นเราด้วยเหตุอันใด  ไม่มีเหตุผล  หากเชื่อคนที่เหมือนมีมิจฉาทิฐิว่า ไม่ควรช่วยชีวิตสัตว์ใดๆต้องปล่อยให้ตายไปเองให้หมดทุกกรณี ไม่ยุ่งเกี่ยวขวางทางกรรมมัน ไม่เจ้ากี้เจ้าการกับมัน  ถ้าให้คิดระหว่าง เราช่วยชีวิตเขาแล้วเขาไม่ได้รับอันตราย กับดูเฉยๆให้ตายไปต่อหน้าต่อตา  ถ้าท่านเป็นสัตว์ตัวนั้นท่านคิดว่าท่านอาจผูกพยาบาทใครมากกว่า  เรื่องของกรรมคือการกระทำ  กรรม ในความหมาย คือการกระทำทั้งดีและไม่ดี เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก  ต้องพิจารณาเป็นกรณีแยกๆกันไป

รู้หรือไม่ แม่แต่สัตว์เดรัจฉานบางตัวเกิดมาก็ยังขอสร้างบารมีให้ตัวเอง  เรื่องแบบนี้มีด้วยหรือ ไม่ยากที่ใครจะค้นคว้าบนโลกสื่อสารรอบทิศใบนี้

 

ป ปลาตากลม

กรณีที่สอง

บางท่านอาจเคยซื้อปลาจากพ่อค้าที่กำลังจะฆ่า และก็นำไปปล่อยน้ำแม่น้ำหรือลำคลองเลย  โดยที่ไม่ได้สังเกตว่า ปลานั้นอ่อนแรงเกินกว่าจะพยุงตัวเองให้รอดในแม่น้ำหรือลำคลอง บ่อยครั้งที่เห็นคนปล่อยปลาที่จวนหมดแรง ขาดน้ำอยู่กับอากาศมานาน ปล่อยไปแล้วก็ต้องลอยตายเปล่า ไม่รอด ทุกครั้งที่ผู้เขียนเลือกซื้อปลาที่คิดว่ากำลังจะตายจากพ่อค้า โดยเลือกตัวที่อาจจะพอรอดถ้าได้อนุบาลเขาเสียก่อน (อาศัยม้าเร็วเมาเทนไบท์ช่วยย่นเวลามาที่อ่างอนุบาล)   บางครั้งพ่อค้าก็บอกว่าไม่รอด ซื้อไปทำอะไร ถ้าซื้อปล่อยไม่รอดหรอก  ผู้เขียนก็ขอลองดู เมื่อซื้อแล้วก็รีบนำไปลงอ่างอาบน้ำที่บ้านและปล่อยอ๊อกซิเจนตีลงน้ำและวางบล๊อกหินเป็นจุดๆให้ปลาไว้ประคองตัวตั้ง บางตัวอ่อนแรงมากแล้ว ก็หยอดน้ำเกลือแร่เล็กน้อยเข้าปาก บางตัวหมดแรงมาก็ค่อยๆประคองตัวให้เขาก่อนสักครึ่งชม. บางตัวก็พิงตัวเองได้ที่ซอกหินหรือต้นไม้น้ำ  อนุบาลอย่างน้อยคืนหนึ่ง ส่วนใหญ่หลายตัวฟื้นอย่างเหลือเชื่อ และมีแรงว่ายหลบหลีกได้อย่างเห็นได้ชัด  นั่นก็เป็นสัญญาณว่า พร้อมที่จะนำเขาไปปล่อยสู่ธรรมชาติต่อไปได้ รอดแน่

ลืมบอกไปน้ำที่เปิดใส่อ่างเพื่อให้ออกซิเจนปลาควรเป็นน้ำที่ไม่มาจากประปาโดยใหม่ๆ คือถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงไปใช้น้ำที่กักเก็บไว้อยู่ก่อนแล้วตามโอ่งหรือถังพักน้ำ พอดีที่บ้านมีบ่อพักใต้ดิน จึงไม่กังวลกับกลิ่นคลอรีนใหม่ และถ้าโอกาสอำนวยเวลาจะเลือกสถานที่ปล่อย ถ้าปลาไม่แข็งแรงควรเป็นลักษณะบึง บ่อ น้ำค่อนข้างนิ่ง มีไม้น้ำบังใบ  มีขอบบ่อป้านลงไปหรือมีแง่งหินอะไรพอให้เขาพยุงตัวได้บ้าง  ถ้าไปปล่อยแม่น้ำใหญ่ๆที่มีแต่กระแสน้ำกระเพื่อมไปมา แล้วน้ำลึกเลย กลัวไม่รอด อย่าไปมัวกังวลว่า ปล่อยบึง บ่อ หนอง แล้วคนจะมาตกปลาไปกินโดยง่าย เอาแค่ให้เขารอดชีวิตช่วงนั้นไปก่อน เขาอาจรอดนานกว่าไปปล่อยแม่้น้ำเชี่ยวก็เป็นได้

โอกาสทองหลังน้ำลด

สถานการณ์น้ำท่วมกำลังจะจากไป หลายพื้นที่น้ำเริ่มลดลง บางแห่งเริ่มมีน้ำขังตามจุดต่างๆ เป็นโอกาสดีแล้วที่ผู้ใหญ่จะชวนเด็กๆที่มักจะสนุกสนานกับการจับปลาเล็กปลาน้อยด้วยกระชอนแล้วนำไปขังเลี้ยงดูเล่น  เปลี่ยนมาเป็นช่วยกันจับปลาที่กำลังจะตายเพราะน้ำแห้งไปไหนไม่ได้ ให้กลับคืนสู่แหล่งน้ำที่ดำรงชีวิตของมันได้ต่อไปกันเถอะค่ะ  ได้บุญกุศลอีกทาง ^_^

วันที่ 2 ธ.ค. 2554

ผ่านมานับเข้าวันที่ 4 แล้วที่ได้มีโอกาสจับปลาที่กำลังจะตายตามแหล่งน้ำขังต่างๆในหมู่บ้าน ได้นับพันๆตัว โดยเฉพาะวันนี้เป็นอะไรที่จับสนุกมาก เปิดฝาท่อกันเลยพร้อมเพื่อนๆช่วยกันใช้มุ้งลวดดักลูกปลาขนาดตั้งแต่ไม่ถึงเซ็นต์ไปจนขนาดสามนิ้ว บางวันเรียกว่าจับแบบปลาติดโคลน เขี่ยกันเป็นตัวๆก็มี แต่ที่มากที่สุดจะมีขนาดหนึ่งเซ็นกับสองเซ็น วันนี้เหมือนชาวประมงดักยอเลย  นิ่งรอลูกปลาเดินทางเข้ามาสู่บ้านใหม่แล้วก็ยก  โอ้โห  ยุบยับเป็นร้อยเลย   ปล่อยคืนสู่แหล่งบึงใหญ่ตามธรรมชาติต่อไป เสียดายที่ยังมีลูกปลาอีกเป็นจำนวนมากแต่ทางอบต.นำรถมาฉีดน้ำ้ล้างซอยปลาหายไปเกือบหมดแล้ว  อดทำกิจกรรมเลยสิเรา

วันที่ 10 ธ.ค. 2554

วันนี้ก็เป็นอีกวันหลังจากเมื่อวานก็เริ่มตระเวนช้อนปลาริมถนนที่น้ำกำลังจะแห้ง ปลาช่อนเยอะมาก  วันนี้มีเด็กชายมาช่วยจับปลาปล่อยด้วยสองคน วัยประมาณสิบสองขวบ หลังจากถามไถ่กันว่ามาจับปลาไปทำอะไร  เด็กๆตอบว่าจะเอาไปเลี้ยง จึงชักชวนว่าโอกาสจะเลี้ยงมีอีกมาก แต่โอกาสที่จะทำบุญช่วยชีวิตสัตว์ที่กำลังจะตายมีน้อยนัก วันนี้ถือเป็นโอกาสดีของหนูสองคนแล้วที่จะทำความดีสักครั้ง ขอชีวิตที่กำลังจะจับไปเลี้ยงมาเป็นช่วยกันจับมันไปปล่อยสู่บึงธรรมชาติดีกว่าได้บุญกุศลอีกด้วย เด็กสองคนมีชื่อ  น้องแทน  และ น้องตี๋ แห่งหมู่บ้านเอื้ออาทร 2 บางบัวทอง  เรียนอยู่โรงเรียนชุมชนไมตรีอุทิศ  เป็นเด็กดีมากและยินดีช่วยกันจับปลาปล่อยจนเริ่มมืดค่ำจึงแยกย้ายกันกลับ  มานั่งคิดหลายวันมานี่ที่ได้ช่วยสัตว์เล็กๆเหล่านี้คืนสู่ธรรมชาตินับได้ไม่ต่ำกว่าสองสามพันตัว  ให้เขาได้เติบโตในธรรมชาติต่อไปได้อีกดีกว่าปล่อยให้แห้งตายไปต่อหน้าต่อตา

มีเคล็ดไม่ลับมาบอกอย่าง  เลือกช้อนแอ่งที่จะแห้งขอดก่อนจะช้อนง่าย ถ้าช้อนยากก็ใช้วิดน้ำเข้าบกแล้วค่อยๆเขี่ยตักปลาที่ดิ้นออกมาด้วยแผ่นพลาสติก  ส่วนปลาช่อนจะช้ากว่าปลาเล็กๆเสียอีกบางครั้งต้องใช้วิธีครอบกระชอนแล้วจับตัวมันกับกระชอนแทน  แอ่งที่ใกล้รูท่อระบายน้ำจะช้อนยากแม้จะเห็นปลายุบยับมากมายแต่ถ้าเราเข้าใกล้มันจะหนีลงรูไป  ลูกปลาบู่กับปลาช่อนจะชอบซุกซอกโคลน บางทีเราคิดว่าไม่มี แต่พอเปิดวัตถุที่เป็นที่แอบของปลาในแอ่งน้ำจะพบปลาช่อนชอบแอบในนั้น  คนมักเลือกช้อนปลาแอ่งที่น้ำยังเยอะแลดูปลาว่ายเยอะแยะ แต่หากสังเกตุแอ่งที่คนมักมองข้าม จะมีอีกนับร้อยชีวิตทีเดียวที่กำลังจะตายในนั้น ซึ่งที่ผ่านมามีบางแอ่งที่ผู้เขียนตั้งใจอยากช่วยแต่ด้วยมีภาระอื่นต้องทำ และตั้งใจมาอีกครั้งก็พบว่าค่อนข้างสาย เกือบสาย กับสายไปแล้วก็มี  ก็ต้องอุเบกขากันไป

ที่สงสารมากสุดก็เห็นจะเป็น ภาพปลาที่แย่งกันออกมาฮุบอากาศเพื่อหายใจจากรูท่อที่กำลังจะแห้งลงไป เบียดเสียดกับพวกหอยโข่งที่ปิดทางรูอยู่ บางตัวถึงกับกระดิกไม่ได้เพราะเจ้าหอยโข่งเบียดตัวไว้ ได้แต่ชูปากโผล่ไว้อย่างนั้น  บ้างก็แย่งกันหายใจจนกระโดดออกมาพ้นท่อแล้วแห้งตายหมาดๆก็มี  ในท่อน้ำเต็มท่อมันอยู่ไม่ได้ จึงเห็นมันวนเวียนยุบยับตามปากท่อระบายน้ำมาก โดยเฉพาะปลาช่อนและปลาหมอ

วันที่ 5 มกราคม 2555

น้ำท่วมก็ผ่านไปนานเป็นเดือนแล้ว นึกไม่ถึงยังมีแอ่งน้ำห่างสายตาคนบางจุดที่ยังมีชีวิตน้อยๆดิ้นรนอยู่ในที่แคบๆ รอวันแห้งเหือดไปของแอ่งน้ำที่ดำและตื้น  เพียงไม่ถึงสองตารางเมตรแต่มีชีวิตอีกหลายร้อยที่ได้ถูกนำไปอยู่บ้านใหม่ที่กว้างขวางและไม่มีใครไปรบกวนมันอีก

วันที่  29 กุมภาพันธ์ 2555

วันหายากแบบนี้สี่ปีมีหนต้องขอบันทึกกันสักหน่อย ทำสถิติไว้จะได้อยู่ในความทรงจำอันเด่นชัด

จากวันนั้นจนวันนี้ ก็ยังคงมีชีวิตน้อยๆหลงเหลือตามแอ่งน้ำท่วมขังในวันวาน  แม้จะไม่ใช่ปลาใหญ่แต่มันก็มีชีวิตที่สำคัญเท่าๆกัน  เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสทำหน้าที่อีก ก่อนที่จะไม่มีโอกาสทำ  เป็นที่สงสัยและจับจ้องต่อหลายสายตาที่มองว่าเราทำอะไร  และทำไมเราจะต้องอาย  กับบางคำถามที่ถูกถามจากคนข้างทาง  ได้เห็นความคิดอ่านเขา  แต่เราคิดต่าง ทำไมเราต้องเชื่อเรื่องบุญกรรม มากกว่า คิดตามๆเขาโดยไม่หาเหตุผล

หลายคนมักจะถามว่า  ทำอะไร  ทำไปทำไม   มีปลาัตัวใหญ่มั๊ย  ได้ปลาอะไร  มีปลาช่อนหรือเปล่า พอบอกไม่มีก็ดูไม่น่าสนใจ

ช่วยชีวิตสัตว์ต้องเลือกชนิดด้วยหรือ  บางคนก็คงมีองค์ความรู้สูงกว่าเรา เขาบอกเราว่า ช่วยไปทำไมตัวนิดเดียวไปปล่อยเดี๋ยวปลาใหญ่ก็กินหมด นั่นคือความคิดเขา  แต่เราไม่คิดอย่างนั้น ก็ถ้ามันอยู่ของมันมีความสุขดีแล้วเราจะย้ายบ้านมันทำไม  แต่เมื่อเห็นมันกำลังจะตาย ไม่ว่าจะด้วยแดดแผดเผาน้ำเน่าแห้งเหือด หรือจะด้วยกำลังจะถูกกลบทับฝังดินจากรถขุด  มันไม่ยากที่จะทำเพราะเราเป็นมนุษย์  สัตว์มันเหาะหาบ้านใหม่ไม่ได้  แม้ถ้านำสู่บ้านใหม่ที่น่าจะโอกาสรอดสูงกว่าด้วยบริเวณอันกว้างขวางแล้วมันยังต้องเป็นห่วงโซ่อาหารของสัตว์ใหญ่กว่า ก็ต้องถือว่ากรรมของเขา  เราแค่ยืดเวลาไม่ให้เขาตายเร็วขึ้น  ไม่น่าจะผิดอะไร

หลายคนอายเพราะไม่เคยริเริ่มที่จะทำอะไรที่ก็ไม่เดือดร้อนใคร  หลายคนไม่มีความคิดเป็นของตนเองทั้งที่มันน่าจะเป็นความคิดที่ดี แต่เพราะอายจึงไม่ยอมทำดี

ถึงแม้พระท่านจะเทศน์สอนบ่อยๆ ว่าอานิสงค์ของการช่วยสัตว์หรือทำทานกับสัตว์ร้อยตัว ไม่เท่ากับช่วยมนุษย์ผู้อยู่ในศีลห้าหนึ่งคน

แต่บางทีถ้าต้องช่วยคนอกตัญญูเพียงหนึ่งคน สู้ช่วยปลามานับหมื่นๆชีวิต ดีกว่าเป็นไหนๆ จริงมั๊ย ไม่แน่ หนึ่งในสัตว์ที่เรากำลังช่วยถึงแม้จะเกิดภพนี้เป็นสัตว์เดรัจฉานแต่มันมีจิตวิญญาณที่ไม่ต่างจากคนและอาจพยายามสร้างสมบารมี  (เรื่องทำนองนี้ในทางพุทธศาสนาก็มีตัวอย่างจริง ว่างๆท่านลองศึกษาค้นคว้าดูได้) ซึ่งน่าจะดีกว่าที่เราไปช่วยคนที่ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี 

คำถามที่สับสนกับคำตอบเรื่องการ ควร หรือ ไม่ควร ปล่อยปลา

เคยไหมที่บางครั้งเราจะทำอะไรสักอย่างที่คิดว่ามาจากพื้นฐานความคิดที่ดี เจตนาที่ดี แต่มักถูกสะกิดต่อมความคิดให้เกิดความสับสนว่า สิ่งที่เราคิดหรือทำไปแล้วนั้นถูกต้องหรือไม่  ใครจะเป็นผู้ให้ความกระจ่างอย่างถูกต้องที่สุด หรือจะยึดหลักอะไรในการตัดสินว่าสิ่งนั้นควรหรือไม่ควรทำ  ทั้งหมดนี้ ถ้าเข้าใจธรรมชาติมันจะเกิดคำตอบเองโดยอัตโนมัติ  วิ๊งค์

ผู้เขียนเคยได้ยินคำตอบจากคำถามลักษณะนี้จากในซีดีธรรมะหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นฟังเกี่ยวกับเรื่องพระโพธิสัตว์กวนอิมหรือเปล่า  แล้วมีคนถามคำถามเกี่ยวกับว่า

ปล่อยปลาชนิดใดแล้วก็ต้องไม่กินปลาชนิดนั้นอีก  มิเช่นนั้นจะบาป ถ้ายังต้องกินปลาก็ต้องไม่ปล่อยปลาเลย

ความคิดนี้ถูกหรือผิดอย่างไรใครจะเป็นผู้ตอบ  ผู้เขียนไม่ใช่ผู้รู้ธรรมอันกว้างขวาง เพียงแต่มีความคิดเป็นของตัวว่า ถ้าเราทำด้วยเจตนาที่ดีและเราศึกษาธรรมะคือธรรมชาติได้อย่างเข้าใจจริงมันจะเกิดคำตอบจากข้อสงสัยต่างๆได้โดยอัตโนมัติ  และการได้ฟังบรรยายธรรมตอบคำถามธรรมะบ่อยๆจากอาจารย์ท่านต่างๆ น้อมนำแนวความคิด หลักคำสอน น่าจะเป็นเครื่องช่วยตัดสินใจเองได้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกหรือไม่อย่างไร

การมีพรหมวิหารสี่  ก็น่าจะนำมาใช้กับเรื่องนี้ได้

ตามความคิดนะ  ผู้เขียนไม่ค่อยให้ความสำคัญว่าการปล่อยปลาจะคือการสะเดาะเคราะห์ แก้ไขปัญหาเรื่องวิบากกรรมอะไรนัก  แต่ทำเพราะอยากทำ เมื่อจิตมีเมตตา กรุณาก็เกิด เมื่อกรุณาไปแล้ว ก็ มุทิตา ยินดีในสิ่งที่เห็นเขาไปดีกว่าที่เป็น แต่ถ้าบางทีไม่เป็นเช่นนั้น สุดสายป่านที่เราจะช่วยเหลือก็ต้อง อุเบกขา ไป เพราะสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

การปล่อยปลาด้วยจิตเมตตาปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เมื่อได้กระทำสัมฤทธิ์ผลแล้วเราก็ปิติในใจเมื่อเห็นเขาพ้นจากทุกข์ แต่หลังจากนั้นถ้าเขาก็ยังจะต้องตายด้วยเหตุใดๆก็ตามก็ต้องทำใจวางเฉยว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน  เขาพ้นทุกข์เราสุขใจ กุศลบุญบังเกิดแล้ว  และเมื่อเรากระทำเช่นนี้จนเป็นปกติวิสัย จนเวลาผ่านไปเราจะรู้สึกโดยอัตโนมัติเองว่า  เราจะค่อยๆลดละการทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ชนิดที่เราเคยช่วย แม้ว่าบางช่วงบางตอนของชีวิตแต่ละคนยังมีความจำเป็นในการต้องบริโภคเนื้อสัตว์อยู่บ้าง  แต่ผลจากการทำทานปล่อยชีวิตสัตว์บ่อยๆ  วันหนึ่งก็จะเกิดความรู้สึกอยากค่อยๆเลิกทานเนื้อสัตว์ทีละชนิด หันมาทานพวกผักแทนไปเอง สิ่งที่เรามีเมตตากรุณาต่อสัตว์บ่อยๆครั้งเข้ามันจะซึมซับในจิตใจไปเองจนมองทุกสิ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนไปเอง  เช่น เราทำต่อสัตว์ชนิดหนึ่งด้วยความปราณี สัตว์ชนิดอื่นเราก็จะรู้สึกเช่นนั้นไปด้วย แม้แต่สัตว์เล็กๆอย่างมด มนุษย์มีปัญญามากกว่าสัตว์มากมายย่อมหาวิธีหลีกเลี่ยงไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

ผู้เขียนเอง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยลิ้มรสชาดของ เนื้อวัว กับ ปลาดุก เลย ส่วนปลาช่อนก็ไม่ทานช่วงสิบปีหลังมานี้  เนื้อวัว ปลาดุก ไม่ทานตั้งแต่จำความได้ เพราะที่บ้านเป็นคนจีนก็มีความเชื่อบางอย่างก็ถูกสอนไม่ให้ทานมาแต่เล็ก  ได้กลิ่นเนื้อวัวเมื่อเดินผ่านแผงเนื้อสดทีไร จะอาเจียน เพราะไม่เคยสัมผัส ว่ามันเหม็น  แต่หลังๆก็ปลงได้ และกลับคิดว่า มนุษย์เป็นๆนี่แหละเหม็นยิ่งกว่าสัตว์ที่ตายไปแล้ว ที่ยังประโยชน์ให้มนุษย์ได้ แต่มนุษย์ที่ใจร้ายกว่าสัตว์ ทำร้ายสัตว์โดยไม่จำเป็น เช่นพวกล่าสัตว์ป่า ยิงนกตกปลาไปวันวัน พวกจับสัตว์มากินแบบทรมานมันแล้วยังมีความสุขสนุกสนาน น่าเหม็นยิ่งกว่า

ส่วนปลาดุก ก็ไม่เคยทาน แต่มีที่มาของสัญญาใจว่า   สมัยตั้งแต่วัยรุ่นก็เป็นโรคตะคริวประจำ มันทรมานยามนอนแล้วต้องลุกขึ้นมาโอดโอยกลางดึก ทำอะไรกับขาตัวเองไม่ได้ ต้องทนบิดไปมาจนตะคริวหายไป  บางคืนตะคริวขึ้นหลายรอบ ทุบขาตัวเองร้องไห้หลายครั้ง  มีอยู่วันนึงแม่พาไปหาร่างทรงท่านนึงแถววงเวียนใหญ่ แต่ปัจจุบันท่านเสียไปแล้ว  ก็บอกว่าให้หมั่นต้ม ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย รวมกัน แล้วพอหายร้อนสักหน่อย ก็เอาขาลงไปแช่สักสิบห้านาที ทำต่อกันสามวัน แล้วมันจะหายไปนาน  ถ้าหลายๆเดือนไปเป็นอีก ก็ทำซ้ำก็ได้  แต่ขออย่ากินเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น วัว และ หนึ่งในนั้นคือ ปลาดุก  ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน  ก็รักษาคำพูด  และทำตาม ก็แปลกที่ตะคริวช่วงนั้นไม่เป็นเลย หลายเดือนเหมือนกัน  แต่พอปัจจุบัน ไม่ได้ทำตามวิธีที่ท่านว่าไว้โรคนี้จึงยังมีมาคุกคามเป็นระยะ คิดว่าจะลองกลับมาทำอีกสักครั้ง

ไม่จำเป็นต้องปล่อยแต่ปลาก็ได้  เคยมีใครปล่อยกุ้งน้ำจืดบ้างไหม  เคยสังเกตุตามแผงตลาดนัดไหมที่จะมีบางคนเอากุ้งตัวเล็กๆมายำสดๆทั้งที่มันยังดิ้นดุ๊กดิ๊ก น่าเวทนา มนุษย์เรากินเข้าไปได้ยังไงทั้งที่มันยังดิ้นอยู่ เพียงเพื่อสนองกิเลสลิ้นลิ้มรสความหวานเนื้อของชีวิตผู้อื่นที่ยังมีลมหายใจนี่นะ  ผู้เขียนเคยลองซื้อกุ้งที่เขายำแล้วมัดถุงไว้ แต่เขาบีบมะนาว พริก น้ำปลา และใส่ส่วนผสมลงไปบางส่วน กุ้งที่ยังไม่ตายก็ยังคงดิ้นทุรนทุราย ทั้งที่ไม่เคยทำก็ขอลองเท่าที่ทำได้ ซื้อมันมารีบชะน้ำออกให้จืดแล้วปล่อยในบึงอย่างน้อยมันรอดไม่ถึงครึ่งถุงก็จริง แต่มีรอดบ้างก็ยังดี

ทำเช่นนี้ได้อะไร  ทำไปทำไมมันอาจไม่รอดหรอก เป็นคำถามจากบางคนที่ไม่เคยคิดจะทำอะไรเลยต่างหาก  และทำไมเราต้องไปโลเลกับคำพูดจากคนที่ไม่เคยคิดจะทำอะไร การอุเบกขาในสิ่งที่เราทำดีสุดความสามารถและสัตว์โลกก็เป็นไปตามกรรมแล้ว  อย่างน้อยสิ่งที่ได้คือ  การยกระดับจิตใจของผู้ที่ได้ชื่อว่า มนุษย์ ให้สูงขึ้น และควรทำบ่อยๆไม่ว่าจะช่วยชีวิตสัตว์ลักษณะไหนประเภทไหน  ไม่ขายหน้าหรอกถ้าทำแล้วมันรอดน้อยหรือไม่รอด  แต่ควรอายที่ไม่คิดอยากจะทำเลยมากกว่า

ใครเคยปล่อยปลาแล้วกลับมาฝันแปลกๆก็มาเล่าสู่กันฟังได้  แต่ผู้เขียนช่วงชีวิตหนึ่งที่ใช้ชีวิตที่ชานเมืองมีโอกาสซื้อปล่อยบ่อยมากๆ จนคนขายแทบจะหนีหน้า อิอิ มาทีไรชอบไปเหมาทุกที  ไม่ได้คิดว่าจะเสดาะเคราะห์  ไม่ได้คิดอยากได้หวย อยากได้โชค  แต่มักจะฝันเห็นบ่อยมากๆ ว่ามีฝูงปลาใหญ่มาก มาว่ายวนรอบๆตึกที่เราอยู่ และมีความสุขทุกครั้งที่เห็นปลาอะไรช่างตัวโต  แต่ช่วงชีวิตหลังๆจะไม่ได้ฝันแบบนั้นอีก  แต่ก็จะฝันแนวว่าหายใจใต้น้ำได้จนอยากมีอีกมิติที่อาศัยใต้น้ำได้ เหมือนโลกใต้บาดาลประมาณนั้น  ทั้งที่ฝันอยู่แต่กลับมีอีกจิตคิดขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะทำไมเราเป็นมนุษย์หายใจใต้น้ำได้ ลมหายใจหายไปไหนทำไมแผ่วเหลือเกิน  ก็ยังหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ว่า การมีสติคิดในฝันอีกทีทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้นได้ เอ้า ..นักวิทยาศาสตร์ช่วยอธิบายที

ผู้เขียนเคยมีโอกาสไปช้อนปลาปล่อยเมื่อคราวน้ำท่วมเพิ่งผ่านไป และได้พบกับสุภาพสตรีท่านนึง ที่ลักษณะท่าทางเป็นคนใจบุญ เธอเป็นผู้ชี้ช่องทางให้ผู้เขียนช่วยไปช้อนในจุดที่ยังมีปลาติดแอ่งจำนวนมากในที่ไม่มีใครเห็น และได้มีโอกาสพูดคุย จึงทำให้ผู้เขียนรู้ว่า  คนที่จิตใจสูงแม้จะต้องลำบากบ้างหรือมากสักหน่อยแค่ไหน แต่เพื่อสิ่งที่ทำแล้วเป็นการแบ่งเบาความทุกข์ของผู้อื่นเช่นสัตว์ โดยเท่าที่พละกำลังตัวจะทำได้ คนเช่นนี้หาน้อยนักในสังคม  เช่นการต้องลุยน้ำที่ท่วมตั้งอก เพื่อเทินข้าวไปเลี้ยงแมวที่ไปไหนไม่ได้ตามหลังคาบ้านคน  แบกนับสิบโลเทินหัวไปแล้วไปช่วยให้สัตว์เหล่านั้นได้ประทังความหิวมีชีวิตรอด   ผู้เขียนได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากปากสุภาพสตรีท่านนี้  ว่าครั้งหนึ่งก็เคยเป็นคนทานเนื้อสัตว์เหมือนคนทั่วไป  แต่เมื่อมีเรื่องแปลกเกิดขึ้นกับชีวิตช่วงวัยเด็ก  เช่น เคยป่วยหนักแล้วเหมือนตายแล้วจิตออกจากร่างเร่ร่อนไปหาทางกลับบ้านไม่ได้ ระหว่างทางที่ทอดไปก็พบคนมากหน้าหลายตาเดินผูกมือกันเป็นแถวยาวเดินก้มหน้าก้มตาไปไหนก็ไม่รู้ ไม่พูดไม่จา เหมือนคนที่ตายแล้วกำลังจะไปชดใช้กรรม เธอมีแต่ความกลัว แต่เมื่อพบกับพระในผ้าเหลืองที่ไม่สามารถมองเห็นหน้าท่านได้เห็นแต่ช่วงเท้า  ทักทายว่าทำไมมาไกลขนาดนี้  กลับบ้านไม่ถูก ท่านจะพาไปส่ง  เพียงชั่วอึดใจก็เหมือนกลับมาที่บ้านได้และฟื้นคืนชีพท่ามกลางพ่อแม่พี่น้องที่คิดว่าต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปแล้ว  จนมาช่วงวัยรุ่นที่ถือว่าเป็นคนสุดท้องในครอบครัวที่เอาแต่ใจตัวมาก มากจนเหมือนเป็นคนหัวแข็ง  ทะเลาะกับแม่ประจำ  แต่เมื่อต้องรู้ว่าแม่ตัวเองป่วยหนักอาจมีชีวิตรอดไม่นาน เธอได้ตั้งจิตอธิษฐานแม่กวนอิม  ขอชีวิตที่เหลือของเธอครึ่งหนึ่งเพื่อช่วยเสริมให้แม่รอดแล้วเธอจะตั้งสัจจะไม่ทานเนื้อสัตว์เลยตลอดชีวิต

ปรากฎว่านับแต่นั้นมาแม่ของเธอค่อยๆดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะรอดแล้ว และมีชีวิตมาจนทุกวันนี้และเธอผู้นั้นก็ทำตามสัจจะที่ให้ไว้ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้เวลาล่วงเลยมาเป็นสิบๆปี ทั้งที่เธอไม่ทานเนื้อสัตว์เลย  เธอก็อยู่ได้และมีชีวิตได้ปกติเหมือนปุถุชนทั่วไป 

เรื่องของสัจจะอธิษฐาน สัจจะบารมี เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งนำมาเล่าสู่กันฟัง 

ผู้เขียนเคยได้เข้าไปสัมผัสกับสังคมอีกมุมหนึ่งที่เขามีความเชื่อเรื่องการปล่อยปลาสะเดาะเคราะห์ อยากจะบอกว่า ผู้เขียนไม่ได้เก่งมาจากไหน ไม่ได้มีวิชาอาคมอะไร และไม่ได้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ตามคำนิยมที่คนเอ่ยกัน  แต่ผู้เขียนเป็นคนพุทธแท้ๆ และจากการฟังธรรมบ่อยๆหรืออ่านหนังสือธรรมะมาบ้างก็พอจะรู้ว่า  อะไรคือหนทางลดวิบากกรรมที่ตัวกระทำทั้งอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติที่แท้จริง ลดวิบาก หมายถึง ห่างเจือจางจากหนักเป็นเบามิได้หมายความว่ากรรมที่เรากระทำจะถูกปัดออกไปหมดเพียงแค่การสะเดาะห์เคราะห์บางวิธีตามความเชื่อ ทุกคนมีความคิดเห็นส่วนบุคคล มีสิทธิจะเชื่อหรือไม่เชื่อในบางเรื่องที่ได้พิจารณาหาเหตุผลมาประกอบแล้ว

การปล่อยชีวิตสัตว์เช่น ปลา ให้ไปสู่การดำรงชีวิตที่ต่ออายุของเขาได้ต่อไป เป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่ถ้าเรามีโอกาสทำเราก็สามารถทำได้ตามแต่โอกาสและความยินดีพร้อมใจพร้อมทุนทรัพย์ที่จะทำ และำทำด้วยการไม่หวังผลตอบแทน ทำเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุขอยู่รอดปลอดภัย ก็น่าจะเป็นบุญเกิดขึ้นในใจเราอยู่แล้ว บุญเกิดขึ้นที่ใจต่างหากถ้าใจเราเป็นกุศลคิดแต่ดี มีความอิ่มเอิบในความดีที่ได้กระทำนั่นน่าจะคือบุญติดตัว   แต่ถ้าถึงกับต้องเชื่อในความเชื่อที่ถูกโน้มน้าวให้ต้องมีการฝืนกระทำหรือลำบาำกที่จะกระทำหรือการกระทำนั้นขัดกับหลักการลดวิบากกรรมทางพุทธศาสนา  ก็น่าคิดไตร่ตรองก่อนว่า ใช่หนทางที่ถูกต้องจริงหรือ

ผู้เขียนเองไม่ได้เชื่อโดยส่วนตัวอยู่แล้วว่า ปล่อยปลาแล้วจะทำให้ร่ำรวย จะช่วยชีวิตเราที่ตกต่ำอยู่ให้เจริญพรวดพราดขึ้นมาเพียงแค่การปล่อยปลาตามความเชื่อของ หมอดูบางคน ผู้เขียนเคยเข้าไปลองสัมผัสวิธีการของหมอดูบางคน (แต่ใจไม่ได้มีความคิดโ้น้มเอียงตามเขาหรอก) เพราะต้องการให้คนที่ขาดที่พึ่งแล้วไม่รู้จะหันไปทางไหน แต่อยากหาหมอดูช่วย จึงจำใจพาไปเพื่อให้เรียนรู้ว่า  นั่นคือหนทางแก้ทุกข์ได้หรือไม่  ผู้เขียนได้อยู่ร่วมฟังหมอดูบอกวิธีการให้คนอื่นนำไปปฏิบัติเกี่ยวกับการปล่อยปลา  ก็เพียงอยากรู้ว่าฟังแล้วสมเหตุสมผลหรือไม่  และทำไมการเป็นหมอดูที่อ้างตัวว่าทำเพื่อช่วยคนตกทุกข์ได้ยากจริงๆจึงต้องให้คนใช้เงินมากมายเพื่อทำตามที่ตนบอก  หมอดูที่ช่วยคนตกยากอยู่แล้วทำไมมีเงินมากมายสร้างบ้านที่ทางอย่างสบาย  หมอดูฉลาดที่อ้างอิงการสวดมนต์มาประกอบคำแนะนำด้วย ต้องแยกแยะให้ออก อย่าลืมว่าคงไม่ใช่เพียงแค่การถูกแนะนำให้ซื้อปลาปล่อยเป็นเงินมากๆเท่านั้น  ยังคงมีวิธีต่อพ่วงเรื่องราวให้ต้องเสียเงินทองเข้ามาอีกอย่างที่คาดหมายไว้ในใจ ไม่รวมถึงกระบวนการชวนเชื่อจากบุคคลที่ถูกจูงใจไปแล้วมาช่วยให้ข้อมูลโน้มน้าว ฟังแล้วคนตกยากอยู่แล้วยิ่งอึดอัดใหญ่เลย จะหาเงินที่ไหนมาทำพิธีกรรมที่ว่า ถ้าจิตอ่อนไหวตามขาดสติคิดไตร่ตรองก็คงมีหลายคนที่ตัดสินใจทำตามทั้งที่ความพร้อมก็ไม่มีจะทำ ผู้เขียนรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นในรูปแบบไหน แต่อยากให้บางคนตาสว่างไปรับรู้แล้วมาพิจารณาเปรียบเทียบหนทางสร้างบุญกุศลที่แท้จริงว่าที่แท้อยู่ในตัวเรานี่เองไม่ได้อยู่ที่ใคร  เราต้องสร้างเองด้วยการถือศีลปฏิบัติธรรมสวดมนต์เจริญภาวนา บุญที่ได้มากกว่าแค่เพียงปล่อยปลา ที่อาจไม่ใช่ทางลดวิบากกรรมที่แท้จริง  ได้ก็คงได้บ้างถ้าทำด้วยใจเป็นสุขแต่อานิสงค์ไม่เท่าการเจริญสมาธิภาวนาและเจริญเมตตาแผ่บุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร



อาจมีเพิ่มเติมตอนต่อไป

4 thoughts on “ปล่อยปลาจะตายแบบไม่ต้องซื้อ

  1. อนุโมทนาสาธุ ผมก็ปล่อยปลาบ่อย ปลากดคัง ปลาช่อน ปลาหมอ ปลากระดี่ กุ้งฝอย หอยขม กบ เขียด อึ่งอ่าง แย้ งูติดตาข่าย นกติดตาข่าย ปล่อยนกด้วย แต่ที่จำได้แม่นคือ ขี จยย.มาเห็นปลากระดี่ตัวหนึ่งดิ้นกะแด่วอยู่ น่าจะตกจากข้องใส่ปลา จึงรีบเก็บมาใส่บ่อ ที่มีเครื่องทำ ออกซิเจน สักพักก็นำไปปล่อยแม่น้ำ

    • อนุโมทนาสาธุด้วยเช่นกันค่ะ ความดีที่ทำไว้ไม่ไปไหนเป็นบุญติดตัวคุณไปตลอดค่ะ เหมียวเคยเห็นคนเขาจับปลาซัคเกอร์ที่ติดแหมาแล้วเขาหาว่าปลานี้ทำลายปลาอื่นในคลองแล้วก็ปล่อยให้มันตากแดดร้อนที่ถนน โดนมดแดงรุมกัดน่าสงสารมาก ตัวนี้ช่วยไม่ทันขาดใจตายก่อน แต่ตัวอื่นๆในลักษณะเดียวกันช่วยทันและปล่อยที่เฉพาะที่เขาจะโดนจับได้ยากที่สุด

  2. ดีใจจังมีคนคิดเหมือนเรา เราก็ทำเหมือนกันค่ะ ปลาซิวในคูน้ำข้างถนน ช่วยกันตักกับแฟนสองคน ตักมามีแต่ปลากับโคลน ใส่กะละมัง ขับรถไปปล่อยลงแม่น้ำ หลายรอบน่าจะร่วมๆพันตัวค่ะ 😊มีความสุขมากๆค่ะ คิดว่าปลาน้อยคงดีใจที่ได้แหวกว่ายในน้ำ ระหว่างน้ำในคูลดปลาน้อยคงกังวลใจมาก เหมือนเราได้ช่วยให้เค้าพ้นทุกข์ ส่วนตัวแพรเองไม่ชอบทำบุญที่วัดค่ะ พระดีๆหายากค่ะ เพราะเคยพบเจอแต่พระนักฉวยโอกาศ ทำให้ครอบครัวแตกแยก ช่วยแบบนี้สบายใจ บางครั้งซื้อปลาที่ตลาดแต่ก็เลือกที่แข็งแรงนะค่ะ แต่บางทีเหมาหมดกะละมังก็มีตัวอ่อนแอบ้าง แต่ก็หวังว่ามันจะรอดนะค่ะ

    • ความปิติอิ่มใจที่ได้ทำความดีเหมือนบุญที่ทันตาเห็น ทำบ่อยครั้งรากบุญก็หยั่งลึกเรื่อยๆเป็นทรัพย์ภายในที่ไม่มีใครมาเอาไปได้ มั่นคง ฝังแน่น และติดตามเราไปทุกภพทุกชาติได้ไม่เหมือนทรัพย์ภายนอก ที่สิ้นอายุขัยแล้วก็หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ทรัพย์ภายในหาซื้อก็ไม่ได้ ทรัพย์ภายในผู้สะสมต้องทำด้วยตัวเอง ใครทำใครได้ค่ะ คุณๆเป็นคนจิตใจดี เชื่อว่าสิ่งที่คุณๆได้ทำไปนั้นจะเป็นเสมือนบันทึกกรรมดีที่ระลึกถึงครั้งใด จิตใจก็อิ่มเอมมีแต่ความสุข

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s