ร่างกายมีตารางเวลา

ร่างกายมนุษย์มีกลไกที่ซับซ้อนแต่ถ้ารู้จักดูแลเขาให้ถูกวิธี ก็ไม่ต้องพึ่งยาอายุวัฒนะที่ไหนหรอก แค่รู้หน้าที่ของเขากับการปฏิบัติที่เหมาะสม ก็ช่วยให้เราห่างโรคภัยไข้เจ็บได้เยอะ แต่ด้วยขีดจำกัดของชีวิตประจำวันของแต่ละคนที่ต้องมีบทบาทหน้าที่ไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ปฏิบัติตัวได้ไม่ครบถ้วนตามที่ควรจะเป็น  แต่ก็ใช่ไม่มีทางแก้ไข

ยกตัวอย่างสั้นๆก่อน เช่น คนที่ไม่หลับนอนช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตีสามจะส่งผลต่อระบบตับ  แล้วถ้าคนทำงานกลางคืนจะทำอย่างไร ชีวิตเลือกไม่ได้  ท่านอาจารย์นักธรรมชาติบำบัดก็มีวิธีแก้ไขให้แต่ก็ยังอาจจะไม่ดีเท่าคนที่ได้เปรียบในช่วงเวลาที่ได้มีโอกาสปฏิบัติอย่างถูกต้อง  แต่การมีวิธีแก้ไขบ้างก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

ความต่อจากนี้ไปขอยกความรู้มาจากหนังสือนาฬิกาชีวิต พอดีได้มาจากผู้ใหญ่ที่ท่านสนใจรับฟังรายการจากทางอาจารย์นักธรรมชาิติบำบัดเป็นประจำ แล้วท่านก็รวบรวมตำราของอาจารย์แต่ละเล่มมาถ่ายเอกสารเย็บเล่มเป็นปึกใหญ่เลยค่ะแจกให้ลูกหลานเป็นวิทยาทาน  เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆท่านนำไปปฏิบัติเพื่อดูแลร่างกายตัวเองนะคะ  การปฏิบัิติตัวที่เหมาะสม สูตร เคล็ดลับ อาหารบางอย่างที่ช่วยเสริมบำรุงหรือฟื้นฟูคนที่บกพร่องในแต่ละช่วงเวลาค่ะ

นาฬิกาชีวิต

อวัยวะภายในนั้นมีอยู่ 12 ประการ อวัยวะเหล่านี้จะมีเวลาทำงานผลัดบทบาทสำคัญหมุนเวียนกันไปทุก 2 ชั่วโมง ตลอดทั้งวันที่เรียก นาฬิกาชีวิต

โดยปกติคนเราสนใจดูแลสุขภาพร่างกาย จะดูแลบริหารแต่กล้ามเนื้อและผิวพรรณเฉพาะภายนอกเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆที่เรามีระบบต่างๆที่อยู่ภายใน เราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับระบบอวัยวะภายในไม่บริหารอวัยวะภายใน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของร่างกายของเรา ที่จะทำหน้าที่ให้ร่างกายมีสุขภาพดี อวัยวะภายในมีอยู่ 12 ประการ

อวัยวะเหล่านี้จะมีเวลาการทำงานที่เรียกว่า นาฬิกาชีวิต ตลอดทั้งวัน อวัยวะ 12 ประการจะทำงานผลัดหมุนเวียนกันไป มีบทบาทสำคัญทุก 2 ชั่วโมง ดังนั้น เราควรที่จะดูแลเอาใจใส่ให้ดีเพื่อที่เราจะได้ปฏิบัติตัวถูกต้อง และสามารถเลือกรับประทานตามความต้องการของร่างกาย

อวัยวะภายใน 12 ประการ จะทำงานผลัดหมุนเวียนกัน ได้แก่

1. ช่วงเวลา  03.00 – 05.00 น.

เป็นช่วงเวลาของวันใหม่ อวัยวะที่สำคัญเริ่มทำงานได้แก่ ปอด ถ้าเรามีปัญหาเกี่ยวกับปอด และระบบทางเดินหายใจ เมื่อต้องรับประทานยา ให้รับประทานช่วงนี้เพราะปอดจะทำงาน ปอดของเราจะสัมพันธ์กับอำนาจของร่างกาย ถ้าเราเป็นคนนอนตื่นสาย เราจะเป็นคนที่ไม่มีพลัง อำนาจในตัวไม่สามารถสะกดจิตคนอื่นได้ สำคัญมากสำหรับคนทำงานเกี่ยวกับการขาย หรือ ต้องพบปะผู้คนตลอดทั้งวัน ต้องมีพลังอำนาจในตัวเพื่อลูกค้าจะเกรงใจ โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้างาน ถ้าไม่ตื่นเช้าช่วงนี้จะไม่มีพลังอำนาจในตัว ปอดจะไม่แข็งแรง

เคล็ดลับช่วงตี 3 – ตี 5 ให้ตื่นให้ได้แล้วก็สูดลมหายใจเข้าออกเพราะช่วงเช้าอากาศจะสดชื่น

สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ หอบ หืด ขอแนะนำให้ใช้สูตรน้ำยาเป็นอาหารบำบัด

ส่วนผสม

1.   ขิง ขนาดเท่าหัวแม่มือของผู้ป่วย

2.  หอมแดง น้ำหนักเท่าขิง

3.  กระเทียม น้ำหนักเท่าขิง

4.  น้ำ 1 แก้ว

5.  มะนาว 3 – 4 ลูก

6.  น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1.  นำขิง หอมแดง กระเทียม และน้ำ มาปั่นรวมกันแล้วกรองเอาแต่น้ำ

2.  ผสมน้ำผึ้งและน้ำมานาวที่คั้นได้จาก 3 – 4 ผล ให้ดื่มติดต่อกัน 30 วัน ในเวลาระหว่าง 03.00 – 05.00 น. ทุกวัน จะหาย ปอดจะดีขึ้น

อาหารบำรุงปอด

จะเป็นพวกที่มีสีขาวตามธรรมชาติทุกชนิด เช่นเห็ดหูหนูขาว หรือ น้ำตาลทรายขาว

2. ช่วงเวลา  05.00 – 07.00 น.

อวัยวะที่สำคัญที่ทำหน้าที่ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ จะเริ่มทำงานเป็นช่วงที่ต้องขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ถ้าไม่ขับถ่ายช่วงนี้จะมีปัญหาอื่นๆตามมา บริเวณลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหาร เพื่อไปสร้างเม็ดเลือด คนเราจะเลือดดีหรือไม่ดีอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ เพราะฉะนั้นเวลา 05.00 – 07.00 น. ถ้ายังมีอุจจาระคาอยู่ในลำไส้ใหญ่ จะทำให้เส้นเลือดไม่ดี เลือดไม่ค่อยสะอาด และจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือดได้ง่าย เมื่ออยากรู้ว่าเลือดใครสะอาด หรือ ไม่สะอาด ทดลองใช้นิ้วโป้งกดที่แขน กดไปลึกๆ แล้วปล่อยออก ดูว่าผิวกลับเป็นเหมือนเดิมเร็วแสดงว่าเลือดดี เลือดที่ไม่ดีเป็นเพราะลำไส้ใหญ่ไม่ว่าง มีอุจจาระไปคาอยู่

สำหรับคนที่ต้องทำดีท็อกซ์ แบบสวนทวารไม่แนะนำให้ทำ เพราะจะเป็นอันตราย เนื่องจากตรงบริเวณลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กจะมีข้อต่ออยู่ ถ้ามีน้ำเข้าไปอัดอาจจะทำให้ระเบิดเป็นอันตรายต่อชีวิต

ควรล้างลำไส้ใหญ่โดยการดื่มน้ำ ถ้าเป็นคนที่ระบบการดูดซึมดีก็ให้ดื่มวันละ 5 แก้ว จะไปล้างลำไส้ใหญ่ให้สะอาด แต่ถ้าระบบดูดซึมไม่ดี คือ คนที่รับประทานอาหารที่มีน้ำมันทุกวัน ระบบดูดซึมจะเสีย ดื่มน้ำไปแค่ 10 นาที ต้องไปปัสสาวะ ถ้าระบบดูดซึมไม่ดีอยู่ในกลุ่มเสี่ยง อย่าดื่มน้ำมากจนกว่าระบบดูดซึมจะดีขึ้น

อาหารที่ล้างลำไส้ได้ดี  คือ  ให้ดื่มโยเกิร์ตผสม นมสด มะนาว และ น้ำผึ้ง โดยดูวิธีทำจากสูตรที่บอกให้ในบทก่อนนี้ ลำไส้ใหญ่ที่ไม่สะอาด จะทำให้ง่วงเหงาหาวนอน มีกลิ่นตัวถ้าปล่อยไว้นานจะไม่ได้กลิ่นจะเป็นริดสีดวงทวาร มะเร็งลำไส้ เมื่อเป็นริดสีดวงจนกระทั่งถ่ายเป็นเลือดเป็นประจำ อ่อนเพลียง่าย

อาหารที่ช่วยฟื้นฟูได้ดี  คือ  ขมิ้นชัน  สำหรับผู้ที่ท้องผูกเป็นประจำขอแนะนำำว่าอย่าไปใช้ยาถ่าย เพราะยาถ่ายจะไปทำให้ปลายประสาทเสื่อมให้ใช้ขมิ้นชันรับประทานแทน และถ้าช่วงเวลานี้ไม่ถ่าย ต่อไปกระเพาะจะดูดเอาอุจจาระกลับเข้ากระเพาะใหม่ จึงทำให้ตอนเช้าเลยไม่หิวอาหารเช้า อาหารที่ถูกนำไปย่อยซ้ำจะทำให้กลายเป็นเม็ดกระสุนส่งผลให้ท้องผูกตามมาด้วย

3. ช่วงเวลา  07.00 – 09.00 น.

อวัยวะที่สำคัญจะเริ่มทำหน้าที่ได้แก่  กระเพาะ  เป็นช่วงเวลาที่กระเพาะทำงานหนัก เพราะเป็นช่วงรับประทานอาหารเช้า กระเพาะจะคุมเรื่องของกล้ามเนื้อ กระเพาะที่ไม่แข็งแรงทำให้เนื้อตัวจะเหลวและนิ่มๆ ถ้าเราไม่รับประทานอาหารเข้า จะเป็นอาการของโรคกระเพาะเสื่อมแสดงออกได้แก่..

     3.1  ใบหน้าจะแก่เร็ว ถ้าเราไม่รับประทานอาหารเช้า ผลคือ ลำไส้ใหญ่จะไม่ขับถ่ายแล้วจะไปบีบเอาอุจจาระขึ้นมาจากกระเพาะแทนอาหารเช้า อุจจาระที่กลับเข้ากระเพาะจะถูกย่อยซ้ำ ส่งสารที่ย่อยเข้ากระแสเลือด ทำให้ร่างกายได้รัก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษจากอุจจาระเมื่อร่างกายรับเข้าไปมากๆ จะเป็นอันตราย เด็กไทยยุคใหม่ไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้า  ค่า  IQ  (ไอคิว) จึงอยู่ที่ 70 แปลว่าเป็น  IQ  ของเด็กอายุ 7 ขวบ  วัยรุ่นไทยในปัจจุบันจึงทำผิดกฎหมายได้ง่ายเพราะ  IQ ต่ำ อายุ ตัว สูงมากขึ้น แต่อายุสมองต่ำ จึงขอแนะนำว่า ให้รับประทานอาหารเช้า ทุกวัน  ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้า แนะนำว่าให้ดื่มโยเกิร์ต และทานกล้วย 1 ลูก การเรียนเด็กจะดีขึ้น

 อาหารมื้อเช้าบำรุงสมอง อาหารมื้อกลางวันบำรุงกำลัง อาหารมื้อเย็น บำรุงกำหนัด 

สรุปว่า อาหาร 3 มื้อ คนไทยส่วนใหญ่จะยอมอดอาหารมื้อเช้าแล้วยกยอดไปรับประทานอาหารมื้อกลางวัน แสดงว่าไม่สนใจเรื่องสมอง สนใจแต่กำลัง จากนั้นก็ไปหนักเอามื้อเย็นอีกมื้อหนึ่ง เพื่อบำรุงกำหนัด  คดีข่มขืน จึงมีมาก

   3.2  จะปวดหัวเข่าง่าย  เพราะไม่กินข้าวเช้า ขาไม่มีแรง  ผิวพรรณไม่ดี  ผิวจะตกกระ

4. ช่วงเวลา  09.00 – 11.00 น.

อวัยวะสำคัญที่จะทำหน้าที่ได้แก่  ม้าม  ส่วนมากคนจะไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักม้าม ม้ามจะอยู่ตรงชายโครงด้านซ้าย อยู่ระหว่างกระเพาะ ปอด หัวใจ ม้ามมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด น้ำเหลือง และภูมิคุ้มกัน คนที่ม้ามโต จะผอมถาวร รับประทานเท่าไรจะไม่อ้วน คนที่ตัวผอมจะไม่ค่อยสร้างเม็ดเลือด  ตามปกติคนเราต้องมีเลือดหมุนเวียน 6 ลิตร คนที่ม้ามโตจะมีเลือดไม่ถึง 6 ลิตร

คนที่ม้ามชื้นจะอ้วนง่ายไม่กินอะไรก็อ้วน คนที่ใช้เสียงมาก คนที่ใช้ริมฝีปากบ่อย พูดมาก จะทำให้ม้ามชื้นและอ้วนง่าย และคนที่อยู่ริมแม่น้ำก็จะอ้วนง่าย กินอาหารจุบจิบ ม้ามจะชื้นง่าย ใครที่นอนช่วงเวลานี้จะอ้วน แต่ถ้าได้เดินไปเดินมาหรือใช้สมองคิด จะทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานได้ดีจะไม่อ้วน

ม้ามนอกจากสร้างไขมัน เสร้างเม็ดเลือด ยังสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างน้ำเหลือง วิธีสังเกตว่าม้ามเราปกติหรือไม่ก็ดูที่น้ำเหลือง ม้ามชื้น ม้ามโต น้ำเหลืองจะเสียง่าย เช่น การเป็นเริม งูสวัด

วิธีการดูแลรักษาม้าม ควรรับประทานขมิ้นชันที่เป็นผงหรือแคปซูลเป็นประจำจะช่วยป้องกันไม่ให้อ้วน ป้องกันไม่ให้ม้ามชื้น ม้ามโต ป้องกันไม่ให้น้ำเหลืองเสีย การรับประทานขมิ้นชันเพื่อช่วยในการลดน้ำเหลืองไม่ให้เสีย ให้รับประทาน ช่วงเวลา  09.00-11.00 น.

อาหารบำรุงม้าม  ได้แก่  มันเทศสีเหลือง สีแดง สีขาว สีม่วง หรือ บุก (ผลคล้ายหัวกลอย) รับประทานแล้วจะลดความอ้วน

5. ช่วงเวลา   11.00 – 13.00 น.

อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ได้แก่  กล้ามเนื้อหัวใจ การดูแลหัวใจอย่าอยู่ในอากาศร้อน สำหรับคนที่ต้องทำงานในห้องที่มีอากาศเย็นอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา ถ้าจะออกไปข้างนอกให้ยืนตรงประตูเพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย อย่าออกทันที เพราะจะทำให้อวัยวะภายในสุกได้ หัวใจที่ขาดสารอาหารโปตัสเซียม จะทำให้เกิดการไหลตาย

คนที่เป็นโรคหัวใจจึงให้รับประทานผลไม้มากๆ หรือใส่แหวนเงินนิ้วกลาง  ผู้ชายจะเป็นโรคหัวใจมาก เพราะไม่ชอบรับประทานผลไม้ จะทำให้ขาดโปตัสเซียม

อาหารที่จะทำลายโปตัสเซียม ผู้ที่เป็นโรคหัวใจไม่ควรรับประทานได้แก่  ถั่ว  ข้าวเหนียว และของดอง  ซึ่งมีโซเดียมคือเกลือสูง เป็นสาเหตุให้หัวใจวายตายได้ จึงควรรับประทานผลไม้ให้มากๆ ถ้าอยากให้หัวใจแข็งแรง

6. ช่วงเวลา   13.00 – 15.00 น.

อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ได้แก่  ลำไส้เล็ก คนส่วนมากไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ ลำไส้เล็กซึ่งมีความยาวมาก ลำไส้เล็กของผู้ชายยาว 30 ฟุต ผู้หญิงลำไส้เล็ก ยาว 40 ฟุต

ดังนั้นผู้หญิงจะมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็กมากกว่าผู้ชาย เพราะสำไส้ที่ยาวจะมีขยะไปตกค้างอยู่ในสำไส้มากกว่า จึงต้องรับประทานผักและผลไม้ให้มากๆ ถ้ารับประทานเนื้อสัตว์จะยิ่ง เป็นขยะไปอยู่ในสำไส้จนกลายเป็นมะเร็งลำไส้ และถ้ายิ่งรับประทานของทอด ของผัดที่มีน้ำมันพืชมากๆ ขยะก็จะเพิ่มมากขึ้น เพราะน้ำมันพืชที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแทบทุกยี่ห้อ ทำมากจาก น้ำมันปาล์ม เนื่องจากราคาถูก

ภายในตัวคนเราเปรียบเหมือนตู้ร้อนมีอุณหภูมิถึง 37 องศา น้ำมันเมื่อโดนความร้อนก็จะเหนียวเกาะเป็นกาวเคลือบอยู่ในสำไส้ เวลาที่เรารรับประทานอาหารเข้าไปจะไม่สามารถถูกดูดซึมเ้ข้าในร่างกายได้

อาหารที่จะละลายได้ในร่างกายมีอยุ่ 2 กลุ่ม คือ  กลุ่มที่ละลายในไขมันได้แก่  วิตามิน  เอ , อี , ดี , เค  นอกนั้นจะละลายในน้ำ  เมื่อเจอชั้นไขมันเข้าไปเคลือบผนังสำไส้ก็ละลายไม่ได้  เช่น  วิตามิน ซี  บี  เมื่อวิตามิน ซี เข้าตัวไปใช้ในร่างกายไม่ได้จึงเป็นเหตุให้เกิดโรคภูมิแพ้ง่าย คนที่เป็นภูมิแพ้มากๆ เพราะน้ำมันไปเคลือบสำไส้ คนเราก็เลยเจ็บป่วยกันมาก

วิธีการรักษาควรล้างไขมันลำไส้

7. ช่วงเวลา  15.00 – 17.00 น.

อวัยวะที่สำคัญที่ทำหน้าที่ได้แก่  กระเพาะปัสสาวะ ทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะขับปัสสาวะ คนที่อั้นปัสสาวะบ่อยๆ หรือเหงื่อก็ไม่ค่อยออกเนื่องจากอยู่ในห้องแอร์นานๆ กระเพาะปัสสาวะจะทำงานหนัก กลายเป็นโรคนิ่วได้  อาหารที่บำรุงกระเพาะปัสสาวะได้แก่  แกนสับปะรด  ไส้ในแกนสับปะรด รักษาโรคนิ่วได้ แก้อาการปัสสาวะติดขัด ช่วยขับปัสสาวะได้ดี

วิธีการรักษาที่เป็นโรคนิ่ว  ให้ใช้เหล้าขาว 1 ก๊ง ผสมมะนาว 1 ลูก ดื่มก่อนนอนไม่เกิน 10 วัน ก็จะหายเป็นปกติ

8. ช่วงเวลา  17.00 – 19.00 น.

อวัยวะที่สำคัญที่ทำหน้าที่ได้แก่  ไต  วิธีการรักษาโรคไต  ให้ดื่มน้ำกระชาย  จะทำให้ไตแข็งแรง  หรือเห็ดหูหนูดำ  อาหารที่บำรุงไต  ได้แก่  เม็ดบัว  จะช่วยบำรุงไต กระดูก สมอง สรรพคุณจะมากกว่าแปะก๊วย

9. ช่วงเวลา  19.00 – 21.00 น.

อวัยวะที่สำคัญที่ทำหน้าที่ ได้แก่  เยื้อหุ้มหัวใจ  คนที่มีโคเลสเตอรอลสูงจะทำให้เส้นเลือดตีบ เส้นเลือดขอดที่ขาให้ดื่มน้ำกระเจี๊ยบต้มกับพุทรา รักษาอาการเส้นเลือดขอด อัมพฤกษ์ อัมพาต

ถ้าเป็นโรคเบาหวาน วิธีการรักษา  ให้รับประทานใบมะยม แกล้มกับส้ำตำก็ได้ รับประทานเป็นประจำจะหายขาดได้  และสามารถนำมาแกงเลียง  แกงส้ม  ถ้าคนไม่เป็นเบาหวานรับประทานจะทำให้แข็งแรง หรือรากเตยต้มน้ำดื่มเป็นประจำก็แก้เบาหวานได้

ถ้าคนเป็น โรคเก๊าต์ *  ให้รับประทานลูกเดือยติดต่อเป็นเวลา 7 วัน ทำให้หายขาดได้

* โรคเก๊าต์  เกิดจากร่างกายมีกรดยูริกมากเกินไป (คนปกติจะอยู่ระหว่าง 3-7 มิลลิกรัม ต่อเลือด 100 มิลลิลิตร) กรดยูริกเป็นสารที่เกิดจากการเผาผลาญของเพียวรีน ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์  เครื่องในสัตว์  ถั่วต่างๆ และพืชผักอ่อน รวมทั้งเกิดจาก การสลายตัวของเซลล์ภายในร่างกาย กรดยูริกจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

10. ช่วงเวลา 21.00 – 23.00 น.

ช่วงนี้ร่างกายห้ามโดนความเย็น ร่างกายจะป่วยง่าย  (เป็นไปได้ควรอาบน้ำก่อนสามทุ่ม ไม่ควรสระผมช่วงเวลานี้)

** เสริมความ จากประสบการณ์ผู้เขียนเอง ช่วงร่างกายไม่แข็งแรง ไปสระผมตอนช่วงห้าทุ่มขึ้นไป  คืนนั้นนอนหนาวข้างใน แม้จะห่มผ้าแล้ว ไม่เปิดพัดลมจ่อด้วย ก็รู้สึกห่มผ้าไม่หายหนาว มันหนาวจากข้างใน สังเกตุอยู่หลายครั้ง หลังๆจึงไม่ทำเช่นนั้นอีก ก็ไม่มีอาการดังกล่าว

11. ช่วงเวลา 23.00 – 01.00 น.

ช่วงนี้ร่างกายต้องการน้ำสัก 1 แก้ว ร่ายกายจะสดชื่นไม่ปวดหัว แล้วจะทำให้ตื่นเช้าด้วย

12. ช่วงเวลา 01.00 – 03.00 น.

เป็นช่วงเวลาของ ตับ และเป็นช่วงที่คนต้องนอน ถ้าไม่นอนอาจจะเป็นโรคข้างเคียงได้แก่  โรคไวรัสลงตับ  มะเร็งในตับ และถ้าใครรับประทานอาหาร ช่วงนี้ จะเป็นโรคง่าย แต่ถ้านอนหลับสนิท 2 ชัวโมง จะรู้สึกสดชื่น ถ้านอนมากจะเซื่องซึม วิธีแก้ให้รับประทานน้ำตาลจะช่วยได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s