ปั้นกลอน

12552772_476164279241983_3434372633408824318_nการแต่งโคลงกลอนก็เหมือนเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง  ไว้กระตุ้นสมองให้เกิดความคิดอยู่เสมอ จะได้ไม่ฝ่อไปเฉยๆ บางสิ่งที่ถ่ายทอดออกไปก็อาจเป็นกำลังใจสำหรับใครอีกหลายคน บางสิ่งก็อาจสะท้อนความรู้สึกใครบางคนให้เกิดจินตนาการ ไม่ว่าจะตรงจากชีวิตจริงหรือปั้นเสริมเติมแต่งให้เหมือนดั่งละครฉากต่างๆ  อย่างน้อยดีกว่าอยู่ว่างๆแล้วหากมีความเครียดไม่รู้จะระบายที่ไหน  การแต่งกลอนก็อาจเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย  แม้จะมีทั้ง สุข ทุกข์ สรวลเสเฮฮา ขำขัน มีสาระบ้างไม่มีสาระบ้าง ปะปนกันไป มิจำเป็นต้องเป็นเรื่องจริงเสียทั้งหมด

ห่มหัวใจ  อุ่นไอผ้า  เวลาหนาว

ปวดทุกคราว  ที่เงาฝัน  พลันห่างหาย

พูดกับหมอน  นอนใต้ฟ้า  อย่างเดียวดาย

หลับคราใด  เจอในฝัน  ฉันกอดเธอ

รวงข้าวเอนลู่ล้ม………. ลมโบก

กอไผ่มิหักโยก……………ดั่งนั้น

รักมีอ่อนโยนโลก…จักมั่น ยืนยง

เชิดหยิ่งพาสะบั้น…โค่นล้ม จมดิน

ทางสายทุ่ง ดูเวิ้งว้าง ช่างว่างเปล่า

รอบข้างเหงา ไร้ข้าวงาม ยามหลังฝน

จากสีเขียว เป็นเทาดำ น้ำคลำปน

ฟ้ายังหม่น ไม่สาดแสง หมดแรงใจ

ห้องหัวใจ แห่งพระจันทร์ ในวันเหงา

จะส่องแสง เป็นสีเทา ราวหม่นหมอง

ต้องคำสาป พรากอาทิตย์ เคยเคียงครอง

มิอาจมอง เห็นหน้ากัน ทุกวันคืน

♥ แสงหิ่งห้อย อันน้อยนิด นำทิศถึง

แม้นรอบข้าง มืดประหนึ่ง ไร้ซึ่งแสง

ฉันปาดป่าย อย่างเหน็บหนาว จวนหมดแรง

หวังเพียงแสง แห่งหัวใจ ใครนำทาง

♥ แม้นตามืด แต่ใจฉัน มันไม่บอด

ยังเก็บกอด ความฝันล้น ทนฟ้าสาง

หิ่งห้อยน้อย นำพาฉัน มิหลงทาง

บินห่างห่าง อย่างรอคอย ค่อยค่อยเดิน

จงหลับเอ๋ย  รอวันรุ่ง  ทิวาใหม่

เก็บแรงไว้  ใช้บากบั่น  ฟันขวากหนาม

ผ่านบทเรียน  ล้มแล้วลุก  ทุกข์เพราะกรรม

คอยตอกย้ำ  จงจำไว้  ให้อดทน

♥ รัศมี จันทร์กระจ่าง ลอยค้างฟ้า

นวลเจิดจ้า ราตรีนี้  มีความฝัน

ตำนานรัก กระต่ายน้อย คอยพระจันทร์

แหงนทุกวัน เพื่อรอพบ สบตาเดือน

♥ กระต่ายเอ๋ย แอบรักใคร พูดไม่ได้

เก็บหัวใจ ไว้มองเมียง เพียงแค่เพื่อน

แม้นแลเห็น แต่มิอาจ ลงมาเยือน

หันหน้าเบือน เป็นเสี้ยวจันทร์ กลั้นน้ำตา

♥ หยดน้ำใส ไหลเย็น เป็นน้ำค้าง

โชลมร่าง  เจ้าสัตว์ใบ้ คลายห่วงหา

กระต่ายตรอม ยกกายรับ ดับชีวา

เป็นวิญญา ลอยล่องสู่ คู่พระจันทร์

เปิดประตู  ห้องว่าง  แห่งความห่วง

มิโศกทรวง  เมื่อพระธรรม  นำทางฉัน

จงละวาง  โซ่นิวรณ์  ค่อนชีวัน

ที่เกี่ยวพัน  ให้ติดบ่วง  ห้วงทุกข์ตรม

พึงรับรู้  และเรียนวาง  อย่างสติ

ลดทิฐิ  เดินทางใหม่  ให้เหมาะสม

ย่างชีวิต  เมื่อบาดต้อง  ของมีคม

จำต้องบ่ม  โลหิตพิษ  ติดเชื้อใจ

หากยิ่งปล่อย  นานไว้  ใจเป็นหนอง

สุดท้ายต้อง  ทรมาน  กลั้นไม่ไหว

บ่งกิเลส  ต้องตั้งจิต  พิชิตใจ

ให้ธรรมะ  รักษาได้  หายแน่นอน

ดึกแล้วหนอ  ยังต่อคำ  มาถามจิต

เธอเคยคิด  ถึงฉันไหม แม้ในฝัน

เราทั้งสอง  ดั่งเงาใจ  ที่คล้ายกัน

มิต้องเอ่ย  ก็รู้ทัน  คิดฉันใด

อบอุ่นเหลือ  เมื่อมีเธอ  มาเดินคู่

ถึงเราอยู่  เพียงในฝัน  หวานแค่ไหน

แม้แสนรัก  อยากกอดอิง  สักปานใด

สุขละลาย  ใกล้รุ่งสาง  ต้องห่างเธอ

โถมนุษย์  ในสังคม  ที่ล้มลุก

คั่วเคล้าคลุก  ขลุกกิเลส  อันเสพสม

ต่างเวียนว่าย  ให้ตัวเอง  ได้ชื่นชม

คนอื่นตรม  ช่างหัวมัน  ฉันไม่แคร์

มิละอาย  ในบาปกรรม  ที่ทำซ่อน

มิย่อหย่อน  ลวงใครใคร  ไม่แยแส

ผิดเป็นถูก  ถูกรับกรรม  พลิกผันแปร

คนที่แย่  คือคนดี  ที่ต้องทน

ศศินโศก  วิโยคครวญ  รัญจวนจิต

ลางสถิตย์  เป็นเงาใจ  ในเดือนหงาย

จะเปล่งแสง  นวลละมุน  อุ่นหทัย

แทนคำรัก  พูดไม่ได้  กระต่ายตรม

ถึงปากใบ้  ใจไม่บอด  จะกอดเจ้า

จะฝากดาว  มาเคียงชิด  สนิทสนม

ราตรีไหน  จันทร์หายหน้า  อย่าระทม

จะฝากลม  รำเพยแผ่ว  แว่วหูเธอ

ว่าฉันรัก  แสนคิดถึง  กระต่ายน้อย

หัวใจคอย  เก็บเจ้าไว้  ข้างในเสมอ

คืนข้างขึ้น  ฉันจะอยู่  คู่กับเธอ

คืนข้างแรม  น้ำตาเอ่อ  จากเธอไป

จากมาแล้ว  ศาลาใจ  เคยได้พัก

เคยทายทัก  มวลหมู่มิตร  น้ำจิตใส

ด้วยวิถี  แห่งชะตา  มาเปลี่ยนไป

เคยสุขทุกข์  ร่วมระบาย  ก็ไร้เงา

หอบใจรัก  มาทั้งดวง  ยังห่วงหัน

ผ่านเหมันต์  ตะวันร้อน  ลาก่อนหนาว

จะเดินทาง  ล้านไมล์  ไปสู่ดาว

มิเคยลืม  เพื่อนเก่าเก่า  ที่เข้าใจ

หนึ่งชีวิต  ของคนเป็น  เช่นเรือจ้าง

ระหว่างทาง  หยุดรอรับ  คนอับฝัน

ได้ถ่อพาย  ลอยละล่อง  ไปพร้อมกัน

เกิดผูกพัน  ในชะตา  ฟ้าลองใจ

ทั้งที่รู้  เราเป็นได้  แค่เรือจ้าง

ส่งถึงฝั่ง  ข้างตลิ่ง  ยิ่งหวั่นไหว

เก็บสิ่งดี  ไว้เสมอ  ยามเธอไป

พบกับใคร  ที่มีค่า  ดีกว่าเรา

หากเรือน้อย  จะลอยห่าง  อย่าขวางเรียก

เก็บเสียงเพรียก  ไว้เรียกใคร  ยามใจเหงา

เรือไปแล้ว  ไม่หวนกลับ  รับเรื่องราว

ทิ้งความเศร้า  ไว้ริมฝั่ง  อย่างวังเวง

รู้หรือเปล่า  อ่าวอารมณ์  ผสมแค้น

มันสุดแสน  ดั่งน้ำกรด  รดใจฉัน

ฉันอยากเห็น  เธอคนดี  ทุกวี่วัน

รอเธอนั้น  เป็นคนใหม่  ที่ใจเย็น

เฝ้าแอบเก็บ  ความคิดถึง  ซึ่งซึ่งหน้า

รับวาจา  คนบ้าคลั่ง  อย่างที่เห็น

กักน้ำตา  พาซ่อนไว้  ด้วยใจเย็น

เพื่อขอเป็น  เพื่อนชั่วคราว  เมื่อร้าวใจ

หากฉันทำ  ไม่ถูกใจ  ในวันหน้า

สู้อุตส่าห์  ขัดวันนี้  ดีกว่าไหม

ขวางเสียบ้าง  เพื่อสู่ทาง  สายกลางไง

เผื่อวันใด  ไม่มีฉัน  ไม่ฟั่นเฟือน

คิดถึงเพื่อน  ต่างแดน  ที่ลาจาก

อำพรางพราก  จากเงียบงัน  ไม่หันเห

ผจญคลื่น  ซัดชีวิต  กลางทะเล

ย่างราตรี  ก็ว้าเหว่  แทบขาดใจ

ให้จันทรา  แทนตาฉัน  สวรรค์เบี่ยง

แอบมองเมียง  เลี่ยงลับลับ  ยามหลับไหล

แว่วสายเสียง  ว่าคิดถึง  คนอยู่ไกล

ตื้นตันใจ  ได้แต่ซ่อน  กลอนน้ำตา

แม้นว่าเรา  ต่างเป็นมิตร  คนละฟาก

แต่ก็มาก  ด้วยน้ำใจ  ในห่วงหา

อยากขอบคุณ  ที่ถามถึง  ตลอดมา

เร้นกายา  ลาสังคม  ที่ขมใจ

กอดคนเคยอุ่นเนื้อ…………………….เคียงนอน

เอมอิ่มรักเต็มกลอน………………………..สุขล้น

ปากครวญคร่ำวิงวอน………….อยู่ด้วย  นานนาน

เชยโอษฐ์มิห่างพ้น……………….ฉ่ำลิ้น  เชิงชาย

เสี้ยวเวลา  นับนาที  ที่เหลืออยู่

รอเคียงคู่  เพียงเศษฝัน  ที่ฉันขอ

หนึ่งชั่วโมง  แห่งความรัก  ก็สุขพอ

ดีกว่ารอ  ทนแรมปี  ที่เกลียดกัน

แต่บางครั้ง  ใจเจ้าเอย  มิอยากทุกข์

รับเศษสุข  ที่เลือนลาง  อย่างกับฝัน

หมดเวลา  คราใด  ให้จาบัลย์

จึงปิดกั้น  สานสัมผัส  ที่มัดใจ

ยิ้มคนเดียว  อย่างเงียบเหงา  กับเงารัก

แจังประจักษ์  ชัดในจิต  เมื่อคิดถึง

ในรอยชื่น  มีรอยช้ำ  เคยกล้ำกลืน

ทั้งขมขื่น  สะอื้นไห้  ในวันวาน

เจ็บมิจำ  โอ้ใจเจียม  มิเทียมฟ้า

แค่ดอกหญ้า  ถูกเด็ดดิ้น  สิ้นสงสาร

มิควรคู่   เช่นดอกฟ้า  จากวิมาน

เธอโปรดปราน  กัลยา  มาชื่นชม

ทิ้งบางช่วง  แห่งชีวิต  มีฉันอยู่

ฉันไม่รู้  อุบัติรัก  อันขื่นขม

เก็บความเก้อ  ใจเจ้ากรรม  ช้ำระทม

เกิดเป็นปม  แก้ไม่หาย  ใยเธอลวง

แสนเสียใจ  ทำลายรัก  ที่สัตย์ซื่อ

นี่หรอกหรือ  แทงข้างหลัง  อย่างใหญ่หลวง

เพียงน้ำคำ  หนึ่งประโยค  วิโยคทรวง

น้ำตาร่วง  เห็นอักษรา  เพ้อหาใคร

เคยสงสัย  ใจตัวเอง  อยู่เสมอ

สุขที่เจอ  ไม่นานนัก  คงจากหาย

รอมานาน  แต่สักวัน  จะจากไป

รอยอาลัย  ในอดีต  ผิดที่เจอ

ผิดหรือเปล่า  ที่เกิดมา  ล่วงหน้านัก

ผิดที่ได้  มารู้จัก  รักไผลเผลอ

ผิดที่ฉัน  ไม่ตัดไฟ  ยามได้เจอ

จึงต้องเก้อ  รักคนที่  มีตราจอง

ไปแอบรัก  แอบห่วง  เต็มดวงจิต

ทั้งที่รู้  ฟ้าลิขิต  ผิดเจ้าของ

หมดสิทธิ์ซึ่ง  จะหวงแหน  ดั่งคู่ครอง

เตือนตัวก้อง  อยู่ในใจ  ให้ระวัง

หากจุดหมาย  ปลายชีวิต  คิดห่างฉัน

ช่วยบอกกัน  สัมพันธ์นี้  ไม่มีหวัง

ได้โปรดเถิด  แยกกันเดิน  คนละทาง 

อกเรือจ้าง  ฉันไม่รู้  อยู่เพื่อใคร

กล่องดนตรี  แห่งความรัก  เคยกึกก้อง

เป็นทำนอง  กล่อมหัวใจ  ให้หลับฝัน

มือสัมผัส  ผ่านปลายผม  ชมพระจันทร์

กระซิบฉัน  ให้นิทรา  อย่ากังวล

เสียงเอ่เอ๊  เหมือนไกวเปล  กล่อมเด็กน้อย

ปากจุมพิต  ประทับรอย  นับหลายหน

ดั่งสายโซ่  คล้องใจ  ใครบางคน

ให้ต้องทน  จำติดตา  คราไกลกัน

คิดยามใด  ใจก็แปล๊บ  เจ็บแปลบยิ่ง

เมื่อทุกสิ่ง  จริงหรือเล่น  เป็นฉากฝัน

มาเอื้อมรัก  อิงเดือน  เป็นเพื่อนกัน

พอไหวหวั่น  เธอก็เลี่ยง  ไปเคียงดาว

ช่างบ่อยครั้ง  ที่บ้านนี้  มีความเหงา

บ้านหลังเก่า  ที่รับคน  เข้าอาศัย

บ้านที่มี  คนเยียวยา  รักษาใจ

ยามที่ใคร  ผ่านเข้ามา  น้ำตานอง

ใช้เมตตา  กรุณา  รักษาจิต

พาชีวิต  เดินต่อไป  คลายความหมอง

จนแข็งแรง  เอมอิ่มใด  สมใจปอง

ก็ปิดห้อง  โบกลาจาก  ที่พักใจ

เจ้าของบ้าน  แอบคิดถึง  หลายชีวิต

พรหมลิขิต  ฉันเช่นนี้  หรือไฉน

ทั้งเพื่อนพ้อง  น้องพี่  ที่จากไป

คงจะไม่  คิดเหหวน  ทวนทรงจำ

อีกหลายปี  หากกลอนนี้  ยังมีอยู่

ได้โปรดรู้  นะคนดี  พี่อยากถาม

เป็นสุขดี  อยู่ที่ไหน  ใคร่ติดตาม

ถ้อยคิดถึง  ทุกข้อความ  จำหรือลืม

สายัณห์ย่ำ  ใกล้ค่ำแล้ว  แก้วใจเอ๋ย

อกรำพึง  ถึงคนเคย  เว้าคำหวาน

เพียงถ้อยที  ก็หายเหนื่อย  จากการงาน

จนตะวัน  คล้อยลาลับ  ด้บลงดิน

แม้นราตรี  ที่ย่างกราย  มาทายทัก

เจ็บปวดนัก  รักคนไกล  ใฝ่ถวิล

จึงนอนหนาว  ใต้ผืนฟ้า  เป็นอาจิณ

เหงาจนชิน  คนอาภัพ  นอนนับดาว

ฤาจำฝาก  ฟากฟ้า  สุราลัย

ผ่านศิขรินทร์  อันโพ้นไกล  ก้องคำหวาน

ว่าสุดแสน  จะห่วงหา  ยอดชีวัน

อยู่ไหนกัน  กู่สะท้อน  ย้อนเสียงมา

ครบสองปี  ล่วงแล้ว  แก้วตาฉัน

เราพบกัน  แสนชื่นจิต  พิสมัย

เธอระทึก  อกสั่น  สะท้านกาย

ฉันเห็นได้  จากนัยตา  ที่กล้ามอง

มิต้องขอ  ฉันก็รู้  เธอร่ำหา

เนตรนภา  ชี้ทางพบ  สบเราสอง

กอดแนบชิด  อุ่นเหลือใจ  ชายตามอง

พินิจหน้า  นวลละออง  ต้องเขินอาย

ปล่อยฉันอยู่  อย่างนี้  คงดีกว่า

ปล่อยเวลา  ให้ลบลืม  เรื่องความหลัง

ปล่อยหัวใจ  ให้ว่างเปล่า  เพียงลำพัง

ปล่อยความหวัง  ที่เคยมี  ให้หนีไป

ฉันอาจสร้าง  สุขชั่วคราว  ที่ไม่เที่ยง

เธอจงเลี่ยง  จะผูกพัน  กับฉันไหม

ความสุขนั้น  ไม่ยืนยาว  เสมอไป

ตายแล้วไซร้  ต้องใช้กรรม ที่ทำมา

แล้วก็ถึง  ปลายทาง  วันที่ฉัน

หมดหน้าที่  ทุกสิ่งอัน  ต้องหันหา

ต่อแต่นี้  คงมีแต่  ต้องจากลา

รู้ไหมว่า  เพราะอะไร  ให้คำนึง

เพราะชีวิต  ฉันมัน  ต้องคำสาป

คนมีบาป  ต้องล้างใจ  ไม่คิดถึง

ปวดทุกครั้ง  ดั่งเหล็กแหลม มาตอกตรึง

จะดื้อดึง  ถอนกระชาก  ไปจากเธอ

อยากสู่ทาง  พระสัมมา  ขออย่ารั้ง

พูดกี่ครั้ง  ก็ยังเป็น  เช่นนี้เสมอ

จากยามรัก  ดีกว่าหัก  ไม่รักเธอ

ดีกว่าเผลอ  จนหัวใจ  ละลายลง

ฉันเฝ้าถาม  ตัวเอง  อยู่เสมอ

ใยต้องเก้อ  มิปล่อยวาง  ลงบ้างหนอ

เจ็บอยู่ได้  ไม่หลาบจำ  คำว่าพอ

ยุติคำ  ว่าสานต่อ  แล้วก็ลา

แต่ละคน  ให้ยืนไหว  แล้วไปต่อ

จงอย่าผูก  ใจเฝ้ารอ  หรือห่วงหา

จิตดวงนี้  ให้ทั้งใจ  ทั้งวิญญา

แต่ดวงตา  ไม่เห็นธรรม  เพราะกรรมบัง

พระอาทิตย์  ย่อมฉายแสง แรงกว่าจันทร์

เพราะตะวัน ร้อนแผดจ้า กว่าเหลือหลาย

จันทร์ได้แต่  หลบเงามืด  อยู่เดียวดาย

แสงที่เปล่ง  คือแสงใจ  ในแสงดาว

ดาวรายล้อม  ช่วยจันทร์  แบ่งปันแสง

พระจันทร์แดง คือสะอื้น คืนที่เหงา

ดาวดวงเล็ก  ได้แต่มอง เคียงข้างเอา

มิอาจเข้า  ไปปลอบจันทร์ กลั้นอาลัย

ชีวิตเงียบ หลังเงา ที่ร้าวไหว

จะหายใจ เพื่อรักษา เวลาฝัน

มาเติมแต้ม โชลมใจ ให้ตื้นตัน

จะหล่อเลี้ยง ทิวาัวัน ด้วยปั้นกลอน

นานมาแล้ว หัวใจใบ้ ได้แต่แอบ

มือแตะภาพ มาหนุนแนบ แอบแทนหมอน

พูดคนเดียว กับภาพนั้น ผ่านบทกลอน

อกสะท้อน  คนเพ้อฝัน  มันไม่จริง

บาปหัวใจ  คล้ายมีศร  มาปักอก

จะดึงออก ก็วิตก คมแห่งศร

มันบาดเนื้อ เถือใจ ให้ร้าวรอน

ทนให้พิษ มันกัดกร่อน ค่อยถอนใจ

มันปวดแปล๊บ แทบทุกครั้ง นั่งร้องไห้

อีกเมื่อไหร่ จึงผ่านพ้น ทนได้ไหม

เจ็บพอแล้ว ต้องเป็นเงา เฝ้าเดียวดาย

รอจนเดือน ลาลับไป เธอไม่มา

โอ้จันทร์แรม  มาหลบเร้น  อยู่ชายคา

ประหนึ่งว่า  คืนนี้ฉัน  ฝันสลาย

ได้แต่มอง  เขาเคียงข้าง  อย่างแปลบใจ

ทิ้งฉันไว้  แค่คนแอบ  แบบข้างเดียว

ก่อนตะวัน จะเจิดจ้า มาทักทาย

ยังมีใคร  คนหนึ่ง  พึงมุ่งหวัง

ด้วยสองขา พาสองล้อ ก่อพลัง

ปั่นไม่ยั้ง  ให้ถึงฝั่ง  ยังเส้นชัย

แม้นไม่มี เพื่อนร่วมทาง สร้างสีสัน

แต่ตัวฉัน ก็มีหวัง ยังจุดหมาย

ไปเรื่อยเรื่อย เหนื่อยก็พัก รักษากาย

แต่หัวใจ ใช้เวลา รักษามัน

หากวันใดอ่อนล้า…………………โรยแรง

จงเบิ่งภาพที่แฝง……………………แห่งฉัน

ผุดหยาดเหงื่อสำแดง……..เพียรย่ำ  ฟันฝ่า

จงอย่าหวนคิดสั้น……………ตัดช่อง พอตัว

ไม่เข้าใจ  ความหมาย  ที่เธอเอ่ย

ไฉนเลย ยังคงคิด ยึดติดฉัน

ในเมื่อสร้าง ทางชีวิต คิดจากกัน

แต่ละวัน ฉันอุตส่าห์ รักษาใจ

ฉันมันแค่  เรือจ้าง  อย่างนั้นหรือ

คอยฉุดมือ คนจมน้ำ ยามไม่ไหว

ฉันต้องพูด อยู่คนเดียว นานเท่าไร

ใจอีกฟาก รู้หรือไม่ ใครทรมา

มีฉันแล้ว มันอุ่นใจ ใช่หรือเปล่า

เธอไม่เหงา เพราะมีฉัน คอยห่วงหา

แต่เป้าหมาย เธอคือการ บรรพชาฯ

ใยไม่ลา เสียวันนี้ มิเสียใจ

จะหันหลัง เธอก็รั้ง อย่างไม่รู้

ฉันเก็บใจ ที่หดหู่ แหลกสลาย

เพราะวันนี้ ฉันไม่รู้ อยู่เพื่อใคร

ทนหายใจ ส่งถึงฝั่ง อย่างวังเวง

ดังหยดน้ำ ดิ่งลง ตรงยอดหญ้า
ที่อ่อนกว่า จะรองรับ ซับไม่ได้
ย่อมโอนเอน ปล่อยลง หยดซึมทราย
หยดเท่าไหร่ ไม่รองรับ กลับสู่ดิน
ยามจิตนิ่ง หาใช่ไม่ ใจกระด้าง
รู้จักวาง อย่างรู้แก้ เป็นนิจสิน
ธรรมชาติ กลับคืนสู่ ธุลีดิน
น้ำลมไฟ ในเล่นลิ้น สิ้นปลายทาง

อันดินดี ไม่ทับถม ถล่มง่าย
เว้นเสียแต่ เป็นดินทราย ไร้ยึดเหนียว
จะสร้างบ่อ แห่งน้ำใจ เพียงครั้งเดียว
สร้างกี่เที่ยว ไม่เป็นบ่อ เพราะดินเลน
หากจะสร้าง สามัคคี มีพลัง
ต้องหยุดสร้าง คำเสริมก่อ ส่อให้เห็น
หยุดเสริมรำ ตำให้รั่ว ตัวเป็นเลน
ผู้ใหญ่กว่า ต้องหยุดเป็น ไม่เล่นโคลน

เลข 8 อีกแล้วสินะ ที่เหมือนจันทร์สองดวงมาเจอกัน
เลข 8 ที่เธอกับฉัน ต่างเหมือนกันในจิตวิญญา
เลข 8 เหมือนแฝดคู่ ห่างไกลสุดกู่แต่ใจยังห่วงหา
เลข 8 จะคือวันอำลา หรือยังจะมีค่าเคียงคู่อยู่หายใจ

เจ็บหัวใจ ในเงามืด ที่เงียบเหงา
เจ็บที่เฝ้า เป็นกระต่าย แหงนรอฝัน
ทั้งที่เป็น ไปไม่ได้ จะหมายจันทร์
ยอมเป็นใบ้ อยู่อย่างนั้น ฝันข้างเดียว
เหลียวทางซ้าย ก็ไร้เงา เขาคนนั้น
เหลียวทางขวา ป่าเหวนั่น น่าหวาดเสียว
จะหันหลัง ก็หวาดกลัว อยู่คนเดียว
จะเดินหน้า ทางก็เปลี่ยว หมดกำลัง

พระอาทิตย์ อับแสง หมดแรงฉาย
เพราะเปิดทาง ให้พระพาย ไปหอบฝน
มาชโลม คนขี้เหงา ร้าวกมล
ที่หมองหม่น ให้ฉ่ำชื่น รื่นฤทัย
พระพิรุณ โปรยมา ไม่มาเปล่า
ยังหอบเอา มิตรภาพ มาฝากให้
ใครทุกข์ร้อน มาผ่อนพัก รักษาใจ
อยากเอนกาย ฟังสายฝน จนนิทรา

หยาดน้ำค้าง จากราตรี ที่ยังเหลือ
จะจุนเจือ คนสิ้นหวัง ที่ยังโหย
ให้ลุกฟื้น จากหมดแรง ที่ลาโรย
ที่โอดโอย จากความเจ็บ พิษแผลใจ
เปิดสีทอง ของแสงฟ้า มาห่มเจ้า
ให้เลิกเหงา เรายังคง มิไปไหน
เห็นน้ำตา หลั่งริน ลูกผู้ชาย
อยากเอื้อมใจ ไปโอบกอด ยอดชีวัน

กลิ่นศรัทธา บนผืนดิน ถิ่นสีทอง

น้ำในคลอง ผ่านเย็น เห็นเป็นสาย

ฉันหยุดยืน กลางสะพาน เพื่อพักกาย

สูดหายใจ ในสายลม ผสมกัน

เห็นรวงข้าว กำลังเรือง เหลืองอร่าม

ความงดงาม แห่งวิถี ชีวิตฉัน

มอบกลิ่นไอ ธรรมชาติ ให้ชีวัน

ทุกก้าวปั่น บอกหัวใจ ให้นำทาง

แอบหัวใจ ไม่ทายทัก เป็นรักซ่อน

ยามอิงหมอน ขอนอนฝัน ได้หันเห็น

อยู่เคียงใกล้ ได้ดูแล ทุกเช้าเย็น

ขอแค่เป็น เงาจางจาง ข้างข้างเธอ

สองหัตถา แห่งคีต- กวีพลิ้ว

ใบไม้ปลิว แทรกสำเนียง เสียงหวานหวาน

จากหกสาย ปลายนิ้วน้อย ก้องกังวาล

คลอประพันธ์ นิรันดร์รัก จากหัวใจ

วิหคผิน บินกลับรัง ที่ยังรอ

อกข้าหนอ รอเจ้ากลับ มาหลับไหล

จะเห่กล่อม ย้อมวิญญา ผู้มาไกล

ด้วยเสียงใส ให้นิทรา ข้ามราตรี

……………………………..

เปิดนิทาน หิ่งห้อย ร้อยวาจา
กล่อมตัวเอง ให้นิทรา พาสู่ฝัน
เป็นหิ่งห้อย ปล่อยแสง สู้แรงจันทร์
เพียงแค่นั้น มิเทียมทัด วัดบารมี
แต่หิ่งห้อย สำแดงไฟ เพื่อหมายว่า
วันหนึ่งหนา จันทร์อับแสง เพราะโศกศรี
ฟ้ามืดดับ ไร้แม้ดาว เคียงราตรี
แต่ยังมี แสงแห่งรัก จากเพื่อนตาย
มันเปล่งแสง เพื่อหายใจ รอใครอยู่
มันเปล่งแสง เพื่อให้รู้ ว่าอยู่ไหน
มันมิเคย เปล่งสู้ เพื่อเทียบใคร
มันเพียงแต่ ปล่อยแสงใจ ใต้แสงจันทร์
แม้รุ่งสาง มันต้องร้าง พลางหลบเ้ร้น
จะปรากฎ กายให้เห็น เพียงเธอฝัน
จะกางปีก กระพือร่าง ไปหาจันทร์
หมดแรงพลัน ตกมาตาย ใต้ลำพู

..คนที่รัก กันจริง เขาว่านั้น
ทนกลืนกลั้น ความในใจ ไม่ร้องขอ
เฝ้ารดน้ำ พรวนใจ อย่างเพียงพอ
ฝันเฝ้ารอ รักเติบใหญ่ จากใต้ดิน
โถหัวอก คนสวนใจ ไม่คาดคิด
เพาะรักผิด เมล็ดพันธุ์ นั้นเป็นหิน
ไม่รับรู้ ปุ๋ยแห่งใจ ให้ดื่มกิน
รอจนสิ้น ฤดูฝัน มันไม่โต
หวังในสิ่ง ที่รู้เช่น เป็นไม่ได้
รดเท่าไหร่ ไม่รู้รับ อนาถโถ
แต่พันธุ์ไม้ ที่แอบแซม รอวันโต
รอวันโผล่ เป็นหญ้าคา รักษาดิน
ต้นที่เธอ บำรุงนัก บำรุงหนา
รู้ไหมว่า ยากเหมือนมีด ที่ขีดหิน
มันตายด้าน ไม่มีวัน ได้ยลยิน
แต่หญ้าคา ปกปักดิน จนสิ้นใจ
—————-

กอดผ้าห่ม หวังไออุ่น ที่หลงเหลือ

จะจุนเจือ หัวใจหนาว ร้าวหวั่นไหว

กอดฉันหน่อย ผ้าห่มจ๋า อย่าจากไป

โอบฉันไว้ ให้ฉันหลับ ไปกับเธอ

กลิ่นห่วงใย ในวันวาน ยังซ่านซึ้ง

คืนหนึ่งหนึ่ง คอยคลุมร่าง ทุกครั้งเสมอ

อยากกระซิบ ผ้าห่มจ๋า ฉันรักเธอ

นอนละเมอ ทุกค่ำคืน จนตื่นลา

—————-

เพราะรักเธอ ดุจกอไผ่ สานใยรัก
ยากยิ่งนัก จะหักไหว ให้สะบั้น
ยิ่งริดก้าน กิ่งใบ ยิ่งโตวัน
อีกคมหนาม แห่งต้นนั้น กั้นทำลาย
หนึ่งคำรัก เปรียบหนึ่งใบ ที่ไหวร่วง
ใจหมื่นดวง เกลื่อนกลบดิน สิ้นสลาย
แต่รากรัก ฝังลึก จนวันตาย
ยึดมั่นใน ธรณี ที่สาบาน

—————-

สองหัตถา โอบกระหม่อม น้อมแนบอก
ที่วิตก จงสลาย หายหม่นหมอง
ที่อัดอั้น ให้ระบาย ในประคอง
น้ำตานอง ร้องเสียเถิด เพื่อเปิดใจ
อย่าเก็บกด กลืนกล้ำ จำแต่ทุกข์
ล้มแล้วลุก เดินให้ดี มีทางใหม่
ที่เจ็บปวด ให้มันแล้ว ก็แล้วไป
ยืนให้ไหว ด้วยใจสู้ ผู้ทรนง
—————-
เด็กหญิงน้อย ไม้ขีดไฟ ในคืนหนาว
กับเรื่องราว เศร้าสะท้อน ละครขม
ไร้ไออุ่น คนเมตตา มาแวะชม
นั่งก้มหน้า ทุกข์ระทม อยู่ฝ่ายเดียว
ลมชีวิต พัดกระโชก ให้โศกซ้ำ
มือกอบกำ ไม้ขีดไฟ ไร้คนเหลียว
หนาวเหลือเกิน นั่งกอดเข่า อยู่คนเดียว
หน้าซีดเซียว ข่มตาหลับ ไปกับจันทร์
เห็นรอยยิ้ม บนม่านฟ้า มาลอยทัก
คิดถึงนัก เลิศนภา มาฉายฝัน
ช่วยมาต่อ ลมหายใจ ลูกทุกวัน
อย่าเพิ่งพลัน จางจาก ยากหักใจ
จุดไม้ขีด ก้านสุดท้าย ที่ยังเหลือ
ให้เปลวไฟ โชนฉายเกื้อ ภาพสุดท้าย
เพื่อนำทาง ร่างสูญสิ้น ลมหายใจ
ลอยหายไป กับสายลม ที่หวังดี
———————

…เปรียบชีวิตดั่งนาวาฝ่าคลื่นยักษ์
แทบแตกหักแหลกสลายในสายฝน
ดูทะเลช่างเวิ้งว้างอย่างมืดมน
ต้องสู้ทนประคองลำให้ข้ามไป
…ในความมืดมีลำแสงแรงน้อยนิด
มันคือทิศแห่งศรัทธาฝ่าคลื่นใหญ่
ถ้าปลายทางช่วยเปล่งแสงแรงอำไพ
ไกลแสนไกลก็จะฝ่านำพาเรือ
…แม้คลื่นซัดระลอกแล้วระลอกเล่า
ใจของเจ้าจงมั่นไว้ดั่งใจเสือ
แม้รอบข้างขาดสิ่งใดให้จุนเจือ
มือที่เหลือและปัญญานำพาตน
…เรือใหญ่กว่าแม้ผ่านพบประสบเหตุ
โปรดได้เมตตารับอย่าสับสน
แม้คลื่นแรงจนไม่อาจช่วยเหลือคน
เพียงเบื้องต้นโบกมือบ้างอย่างตั้งใจ
…คนทุกคนล้วนเคยพลาดในชีวิต
คนมีสิทธิ์ลุกขึ้นยืนฟื้นมาใหม่
จะร่ำรวยหรือจนยากสักเพียงใด
ค่าของคนวัดได้ที่ใจเรา

——————–

 เพชรประพันธ์ ครูกวี เวียนบรรจบ
กราบเคารพ บูชาภักดิ์ ภาษาศิลป์
สุนทรภู่ ระบือนาม ทั่วแผ่นดิน
ประสิทธิ์ประสาท ศิลปิน ทั่วถิ่นไทย
 ขอประนม สองหัตถา แทนพานพุ่ม
เชิญประชุม ทวยเทวดา ทั่วฟ้าใส
รับคำกล่าว สดุดี กวีไทย
เกริกก้องไกล ทั่ววิมาน สราญเทอญ

เคยสงสัย ไหมเล่า หลายราวเรื่อง
ยินเนืองเนือง น่าแปลกจิต พิสมัย
แม้แต่ขี้ ชมดเช็ด ค่ามากมาย
ของจากกาย มีราคา ค้นหากัน
อันว่าขี้ แม้นน่าเหม็น เป็นของเน่า
ขี้บางอย่าง ก็น่าเอา มาสร้างสรรค์
ทั้งขี้ช้าง ขี้เหล่าสัตว์ หลากหลายพันธุ์
อยู่ที่ท่าน จะเลือกใช้ ให้ได้ความ

——————–

หากเปรียบตน ชีวิตคู่ ว่าคือแก้ว
เมื่อร้าวแล้ว ยากประสาน มันไม่ไหว
ต้องแตกสิ้น ทุบทำลาย สลายไป
มิอาจยื้อ กลับมาใหม่ ได้แก้วเดิม
แล้วทำไม ไม่เปรียบใหม่ ให้แตกต่าง
อย่าไปเอา เป็นแก้วบาง มาสร้างเสริม
เราต้องเป็น ดั่งแก้วทอง หลอมดั่งเดิม
อัคคีเติม มาเท่าไหร่ ก็ไม่กลัว

———————

อันคุณค่า อยู่ที่ใคร ใช่ที่เขา
ปากอันร้าว พาหวั่นไหว ให้เสียหัว
ยิ่งใส่ใจ ทำลายมาก ทำร้ายตัว
ควันสลัว มีไม่นาน ก็ผ่านไป
ทางยิ่งมืด ยิ่งต้องให้ ใจสว่าง
ปิดหูบ้าง บางเวลา คราต้องใช้
มิเห็นทาง ต้องเปิดทั้ง ตานอกใน
จ้าเกินไป ปิดตาบ้าง รู้ทางทัน

———————

อันว่าปาก บอกกับใจ ใคร่ลิ้มรส
บ้างอยากซด ความแซบซ่าน ผ่านชิวหา
ลิ้นอยากลิ้ม สัมผัสใด บอกใจมา
ใจจะหา มาประทาน สำราญชิม
เล่นกับลิ้น สิ้นเวลา พาเสียเปล่า
ลิ้นพาเอา ราวกับว่า ไม่เคยอิ่ม
อยากชิมรส จัดจ้าน เชลล์ชวนชิม
พอหายอิ่ม ก็อยากลอง ของหวานคาว
หากยึดติด ตามใจ ในรสลิ้น
ต้องกลืนกิน ตามลิ้นสั่ง ดั่งใจเขา
ที่ลำบาก ต่อไป คือท้องเรา
ต้องเก็บเอา คำสั่งลิ้น กินจนตาย

——————–

พักเบรคขำๆ กับ ถอดรหัสกลอน

นกทางขวาบอกว่า
แมร่งรมณ์เสีย ขอเบิร์ดโหลก เอ็งหน่อยนะ
หงุดหงิดว่ะ หิวชิเป๋ง เอ็งเห็นไหม
ข้าวไม่ตก ถึงท้อง หิวตาลาย
รู้บ้างไหม รอเอ็งนาน ทั้งวันเลย
ยังมาทำ มองหน้า หาเรื่องเอ๋อ
ตีหน้าเซ่อ เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยว ยังทำเฉย
คอยตั้งนาน หายหิวแล้ว ไปไกลเลย
ไอ้บ้าเอ้ย รมณ์บ่จอย รีบถอยปาย

:lol: :lol:
โปรดอ่านคำแนะนำก่อนชม ควรเปิดวีดิโอไปด้วยอ่านไปด้วย ขอขอบคุณเจ้าของวีดิโอ และขออภัยในการใช้คำเหมือนไม่สุภาพ จุดประสงค์เพื่อแต่งเรื่องขำให้เข้ากับวีดิโอเพื่อผ่อนคลาย

————————

มวลหมู่ไม้เหล่าใบหญ้า…………. รอคุณค่าแห่งแสงฉาน
ฉายมาหล่อเลี้ยงพืชพรรณ………. เพื่อรอวันได้เติบโต
เจ้าใบไม้กะลาครอบ……………. อยู่ในกรอบอย่างซูบโซ
เซียวซีดไม่มีวันโผล่……………. ดั่งคนโง่รอวันตาย
ไม่มีแสงหมดแรงดัน……………. สิ่งกีดกั้นกักเอาไว้
ถึงสักวันคงหมดใบ……………… ขาดหัวใจได้เติบโต

————————

หากวันใดไม่มีฉันเดินเคียงข้าง

คีย์คำหนึ่งที่ช่องว่างของกูเกิ้ล

อาจจะพบฉันที่นั่นโดยบังเอิญ

ที่ห่างเหินจะได้รู้เพราะเหตุใด

———ปั้นกลอน———

หนึ่งข้อความยังไม่อ่านจะผ่านไป

จงแข็งใจไม่เปิดอ่านมันอีกครั้ง

จะดีร้ายไม่รับรู้สายเกินการณ์

เพราะหัวใจสั่งให้ผ่านกลับบ้านเรา

ภาพที่เหลือเสื้อที่ใส่อย่าไปต้อง

เก็บสิ่งของสะเทือนใจในวันเหงา

เพราะทุกสิ่งล้วนแต่ไม่ใช่ของเรา

จิตว่างเปล่าคือสุขแท้แน่กว่าเอย

————————-

พยายาม หลายครั้งแล้ว หลายครั้งเล่า

จะไม่เฝ้า วนความคิด จิตสงสัย

คนมีเหตุ จึงมีอัน ต้องทำไป

เหตุไฉน เธอจึงเป็น เช่นสองคน

เหมือนดวงจิต เป็นนายเวร แต่ปางก่อน

ตามหลอกหลอน ให้ปวดช้ำ ซ้ำหลายหน

แต่ร่างจริง ในวันนี้ เป็นอีกคน

ที่ดีล้น จนใจฉัน ดั่งฝันไป

บางกระทำ ตอกย้ำว่า ทรมาน

อดีตกาล เคยทำเขา ร้าวเกินไหว

มาชาตินี้ รู้สึกเหมือน มีดกรีดใจ

เมื่อได้เห็น คราใด ได้น้ำตา

ทนไปเถิืด ทนไป ใช้ชาตินี้

หมดบาปเวร สิ้นกันที เสน่หา

อย่าไปห่วง เขาอีกเลย ทรมา

ให้เวลา พาเราไป ให้ไกลกัน

ภาพอบอุ่น ที่เห็น เป็นมายา

เหมือนลวงตา ช่วงชีวิต อันเพ้อฝัน

รับรู้สึก กลืนเก็บไว้ แทบทุกวัน

จนกว่ามัน จะชินชา ว่าจงลืม

———:|———-

โปรดจงรับรู้ไว้นะคนดี

ไม่ได้เกลียดโกรธสักทีจากที่ผ่าน

ฉันคงทำกรรมเก่าครั้งก่อนกาล

เจ้าวิญญาณจึงตามทวงควักดวงใจ

เธอจึงคล้ายดั่งคนมีสองร่าง

เดินสวนทางให้ฉันเจ็บน้ำตาไหล

ด้วยวจีตอกตรึงฉันอย่าจากไป

แล้วทำไมเธอเฝ้าหาคนมาครอง

———————

…เอาหัวใจไปเปรียบแก้วก็ได้แก้ว
เอาหัวใจที่ตายแล้วเปรียบแก้วเผา
หลอมหัวใจหวังลบร้าวระหว่างเรา
แก้วใบเก่าหลอมขึ้นใหม่ไม่เหมือนเดิม
…เอาหัวใจเปรียบแก้วไม้ก็ได้ไม้
ยิ่งสุมไฟยิ่งไหม้มอดวอดวายเพิ่ม
ยิ่งร้ายกว่าใจเปรียบแก้วยังอาจเดิม
แต่แก้วไม้จงอย่าเติมเสริมเชื้อไฟ
…เอาหัวใจเปรียบกระดาษได้กระดาษ
ถูกฉีกขาดวิ่นเป็นชิ้นสิ้นสงสัย
จะราบเรียบต่อดั่งเดิมได้อย่างไร
มันคงคล้ายใจพิการรอวันลา
…เอาหัวใจเปรียบเหล็กก็ได้เหล็ก
ใจดวงเล็กแต่เหล็กแข็งแรงอย่างหนา
ต้องใช้ไฟละลายเหล็กเหลือคณา
จึงจะหลอมใจเหล็กกล้ามาใช้งาน
…ไฟบางครั้งมีประโยชน์หากรู้ใช้
น้ำบางครั้งเกิดโทษได้เมื่อพลิกผัน
ใจสองใจหากต่างฝ่ายสมดุลย์กัน
ใจคู่นั้นคงมีสุขทุกนาที

———————

เทียนไสวละลายแท่งแห่งศรัทธา
เทียนหัวใจละลายช้าคราส่องแสง
ยิ่งเผาไหม้ยิ่งสว่างมิโรยแรง
ให้เจิดแจ้งเพื่อนำทางระหว่างเรา
คนหนึ่งเทียนคนหนึ่งไฟละลายร่วม
เป็นหนึ่งรวมเกิดพลังเพราะร้อนเผา
เย็นดับร้อนร้อนถูกทางสรรสร้างเอา
ร้อนมาเผาแต่เราเย็นเป็นคู่กัน

———————

คืนสงัดพัดเวลามาเยือนเหย้า
เพื่อหยุดเราให้ใกล้ชนิดสนิทแสน
ระรัวในอกอุ่นวิมานแดน
ไอสัมผัสแห่งอ้อมแขนแน่นกายา
กระซิบสั่งจากกลางใจนัยตาสบ
ให้เขินหลบประหนึ่งไซร้ไม่ประสา
มิรู้เห็นเชิงชม้ายละลายตา
แต่ในใจนั้นเจียนบ้าว่ารักจัง

——————–

…หากแต่ก่อนรู้สึกผิดคิดขอโทษ
แต่เดี๋ยวนี้โมโหโกรธไม่แยแส
คงคิดเพียงอย่างเดียวกูไม่แคร์
ถือว่าแน่ในเหตุผลที่ตนมี
…เคยรู้สึกบ้างหรือไม่ลืมไรเปล่า
คนเดียวกันเคยจูงเรามีวันนี้
ยอมไม่เป็นก้มไม่ได้ศักดิ์ศรีมี
ปีกคงแข็งแรงคงดีจึงมีไฟ
…คนเรือจ้างหวังอะไรไม่ได้นัก
เหนื่อยล้าหนักธารอารมณ์อันเชี่ยวไหล
คนโดยสารโอนเอนพลิกคว่ำไป
ทิ้งคนพายตะกายเก็บเจ็บจริงจริง

——————–

○○ จะภมรหรือหนอนน้อยที่คอยหวัง
ปลุกภวังค์ที่ว่างวับดับตามฝัน
จะโบยบินใบบางปีกทานตะวัน
ฟ้าไม่ตีบทางไม่ตันขอฝันไป
○○ หนอนน้อยน้อยร่วงหล่นบนธรณี
ใต้กองเถ้าเศษธุลีแห่งใบไม้
อันปลิดขั้วกาลเวลาหลุดลอยไป
ปลิวมิไกลลงใต้ต้นคนเคยรอ
○○ แมลงบินข้ามถิ่นแคว้นไกลแสนโยชน์
มิท้อทดมุ่งใจจินต์จะบินต่อ
หนอนตัวเล็กจะคลืบคลานจากฐานตอ
กระเสือกกายมิย่นย่อรอเส้นชัย
○○ เพียงมีฝันแค่ฝันก็ขอสุข
มันต่างหวังมีแต่ทุกข์ไม่สุขใส
ฝันข้างเดียวยังดีกว่าหวังเกินไป
หวัง และ ฝัน แยกกันไว้ไม่ระทม
———————

จุดไม้ขีดก้านสุดท้ายที่ยังเหลือ
อังไออุ่นอันพอเอื้อเพื่อคลายหนาว
มีแต่ให้เสื้อคนอื่นอุ่นทุกคราว
ถึงตัวเราไม่มีเสื้อเหลือคลุมกาย
นั่งโอบเข่าเอาเงามาเป็นเพื่อน
หยดน้ำตาที่แปดเปื้อนค่อยเลือนหาย
หัวใจหยุดสะดุดนิ่งมิไหวกาย
หยุดความคิดไม่เหลือใดให้ทรมาน

———————

กลิ่นประดู่ลอยชื่นโชยมาแต่ไกล

ฝากหัวใจโปรยตามกลิ่นสิ้นเสน่หา

ว่าลาแล้วเงาอดีตที่ผ่านมา

มันเฉยชาเบาบางกลิ่นสิ้นอาลัย

หอมมาโลมเรียกเจ้าด้วยขมขื่น

หอมมาชื่นมากล่อมขวัญวันสุดท้าย

หอมดอมนี้จะพัดผ่านแล้วเลยไป

หอมติดในภวังค์จิตคิดถึงเธอ

—————–

ธารชีวิตแห่งเรือจ้างลอยลำไป

คอยรับคนจวนสิ้นใจจากสายน้ำ

เพื่อส่งต่อธรณีที่งดงาม

คอยรอรับชนทุกนามที่ช้ำใจ

แล้วเรือจ้างก็ยังคงเป็นเรือจ้าง

ออกเดินทางพาชีวิตเพื่อเกิดใหม่

ส่งคนแล้วคนเล่าล้วนจากไป

ทิ้งคนพายลอยเรือล่องท่องวารี

——————-

ปิดทวารทั้งสามทิศจิตสงบ

ไม่ต้องรบเพราะรับฟังอย่างโมโห

ไม่ต้องเห็นเพราะบาดตาใจพองโต

ไม่ต้องพูดไม่ต้องโม้ว่ามีดี

การเป็นคนวางเฉยบ้างอย่างเงียบเงียบ

ก็เหมือนเปรียบฝึกละวางธรรมวิถี

ใครจะเกลียดใครนินทาไม่พาที

ใครจะรักชอบยินดีจงมีวาง

————————

วันรำลึกจินตกวีสี่สมัย
สุนทรภู่ครูกลอนไทยที่นับถือ
หลากนิราศ สุภาษิต เลื่องระบือ
แต่งนิทานที่คุ้นชื่อคือพระอภัยฯ
ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร
ไม่สิ้นสุดความรำลึกทุกสมัย
ยูเนสโกยกย่องกวีไทย
ขอจารึกตรึงติดไว้ให้แสนนาน
26  มิถุนายน  2557
————————-

One thought on “ปั้นกลอน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s